Home / Youinspire / “การลงทุน คือทางออกเดียวในการ เลิกทำงาน”
อนัญพร มงคล

Back

“การลงทุน คือทางออกเดียวในการ เลิกทำงาน”
อนัญพร มงคล

1 month ago

My Way  My Investment  

ลงทุนหลากสไตล์…รวยได้ทุกสายอาชีพ #5

===============

อาชีพ :   นักธุรกิจ 

===============

“การลงทุน คือทางออกเดียวในการ เลิกทำงาน”

อนัญพร มงคล

Co-Founder “SARNN”

ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หวายแท้และเทียม

===============

 

มาถึง My Way My Investment   NO.5  กันแล้ว  สำหรับโปรเจ็กต์ดีๆ  ของ stock2morrow ที่เริ่มต้นจากความเชื่อว่า “ทุกคนลงทุนได้”  โดยในตอนนี้จะพาไปคุยกับอาชีพนักธุรกิจอีกครั้ง  เธอเป็นนักธุรกิจสาวที่เป็นที่รู้จักในนาม Co-Founder เจ้าของแบรนด์ “SARNN” (สาน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หวายแท้และเทียม แบรนด์คนไทยที่ไปไกลถึง 11 ประเทศ

คุณหนึ่ง –  อนัญพร มงคล  และยังเป็นผู้เขียนหนังสือ “เริ่มจาก 1” ของสำนักพิมพ์ you2morrow   ซึ่งถ้าเราเสิร์ชกูเกิลหาชื่อของเธอ  ก็จะได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับการทำธุรกิจ เธอเริ่มต้นอย่างไร? ผ่านอุปสรรคต่างๆ ในการทำธุรกิจมาได้อย่างไร? 

แต่บทความนี้เราจะชวนคุณหนึ่งคุยกันในอีกบทบาท   เพราะนอกเหนือจากการเป็นเจ้าของกิจการแล้ว  อีกด้านเธอยังเป็นนักลงทุนไปพร้อมๆ กับการทำธุรกิจของเธอด้วย      

 

 

“เพราะการลงทุน ทำให้การทำธุรกิจสนุกขึ้น”  

คือคำพูดที่คุณหนึ่งเอ่ยออกมาหลังจากคุยกันไปได้สักระยะ  และเกิดคำถามที่ชวนให้ฉุกคิดว่า  ในเมื่อธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หวายสานที่ทำอยู่นั้นมีกำไรที่แน่นอน แล้วทำไมเธอยังต้องมาลงทุนอีกล่ะ?  แต่ก่อนจะเจาะลึกหาคำตอบตรงนั้น  มาเริ่มจากการทำความรู้จัก คุณหนึ่ง ให้มากขึ้นกันก่อน…

 

เล่าถึงการเริ่มทำธุรกิจ…และไปเริ่มลงทุนได้อย่างไร?

“ปัจจุบันหนึ่งทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หวายสาน ทั้งหวายแท้หวายเทียม เฟอร์นิเจอร์สนาม เปิดบริษัทมาได้ประมาณ 6  ปีแล้วค่ะ ตัวเฟอร์นิเจอร์หวายเป็นงานที่ช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำตั้งแต่เด็กๆ เลย หนึ่งใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปนะคะ เรียนจบ ทำงานประจำ ตอนนั้นเงินเดือนของหนึ่งเองต้องแบ่งให้คุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจด้วย ทำแบบนี้อยู่ 3 ปีก็แล้ว 5 ปีก็แล้ว ยังไม่มีเงินเก็บ หนึ่งเลยคิดว่า ถ้าทำงานประจำต่อไป..แม้จะเป็นงานที่ดี  แต่หนึ่งก็จะไม่สามารถจะเปลี่ยนสถานะของเราได้ จุดที่จะทำให้เราเปลี่ยนได้ คือสถานภาพทางการเงินทั้งของหนึ่งเองและครอบครัว  ต้องกลับไปแก้ที่ปัญหา ซึ่งปัญหาก็คือเงินหนึ่งจมไปกับการทำธุรกิจ แผนก็คือจะทำธุรกิจให้ดี ซึ่งถ้าจะเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ด้วยความที่หนึ่งโตมากับธุรกิจนี้ ถ้าจะเริ่ม ก็คิดว่าเรื่องนี้มันหมูสำหรับเรา (หัวเราะ) ก็เลยเริ่มที่ธุรกิจนี้ค่ะ

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนึ่งกำลังเรียนบริหารธุรกิจระหว่างประเทศเพิ่มเติมด้วย เพื่อเปิดโลกทัศน์ของเรา ตอนแรกเราขายในประเทศ ไปเรียนเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้รู้ว่าการทำงานกับต่างประเทศเขามีช่องทางอย่างไร? ตอนนั้นคือเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ เพิ่งมีหน้าร้าน และเรียนปริญญาโทไปด้วย คล้ายกับว่าหนึ่งได้ฝึกงานกับที่บ้าน พอเรียนจบ หนึ่งมีเวลามากขึ้น โฟกัสกับร้านมากขึ้น มีองค์ความรู้ที่เรียนมา ทำให้ธุรกิจมันดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็วนกลับมาที่เดิมก็คือ ไม่มีเงินเก็บ เลยเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ศึกษาเรื่องการลงทุน โดยที่ไม่ได้มองว่าตัวเองต้องมีเงินก่อนถึงจะมาลงทุน คือทำก่อนเลยค่ะ เก็บก่อนจะใช้  เป็นคำง่ายมาก แต่พอเวลาจะทำ ก็รู้สึกว่า เงินมันน้อย ทำไปจะเห็นผลเหรอ เอามาหมุนใช้ในธุรกิจไม่ดีกว่าเหรอ? ไม่คิดเหมือนกันว่าการเก็บแค่ 10 % จะเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนของหนึ่งได้

 

เก็บก่อนจะใช้  เป็นคำง่ายมาก

แต่ก็รู้สึกว่าเงินมันน้อย จะเห็นผลเหรอ  

  …เก็บก่อนใช้แค่ 10%

 ไม่ได้มาก แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี 

 

“ตอนทำธุรกิจช่วงแรก หนึ่งไม่มีเงินทุนเลยค่ะ วิธีการคือซื้อมาขายไป Made to order รับเงินมาก่อน แล้วสั่งผลิตสินค้าไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้หนึ่งค้นพบว่าความจริงแล้ว มันเป็นเงินหมุนตลอด คิดเลยนะคะ มันไม่มีเงินเก็บเลยเหรอ เป็นเจ้าของกิจการเนี่ย! (หัวเราะ) เลยเริ่มคิดเป็นหลักการว่า เก็บก่อนใช้แค่ 10% คือไม่ได้มากแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี  ตอนแรกหนึ่งทำธุรกิจก็จะโฟกัสที่รายได้ แต่ตอนนี้หนึ่งโฟกัสที่ 10% อยากให้ 10% มันโตก็ต้องดึงศักยภาพตัวเองออกมา ทำยังไงจะขายได้เยอะขึ้น และเก็บ 10% ให้ก้อนใหญ่ขึ้น  ซึ่งพอมันได้มายาก เราก็ต้องอยากเก็บ 10% นี้อย่างปลอดภัย

“เริ่มต้นเลยหนึ่งลงในกองทุน เพราะมีผู้เชี่ยวชาญมาบริหารให้เรา ตอนนั้นคืออยากเริ่มลงทุน อยากรู้จักตลาดทุนด้วย ถ้าไม่เริ่ม เราไม่รู้ อย่างกองทุนหุ้น ต้องสังเกตความเคลื่อนไหว ตอนนี้ขึ้นหรือลง เรามีความสนใจด้านไหน? ก็ลงด้านนั้น ธุรกิจต่างประเทศใหญ่ๆ ของอเมริกา หรือ AEC มองแล้วว่ามันจะเติบโตก็ลงทุน ใช้เงิน 10 % เนี่ยแหละค่ะ ลงทุนในกองทุนนั้นๆ ก่อน จะได้ไม่เสี่ยงมาก”

 

เราไม่สามารถทำงานไปได้ตลอด

 การลงทุนเป็นสิ่งเดียวที่จะให้เราเลิกทำงานได้

 

แล้วรู้จักการลงทุน…ทั้งแบบกองทุนหรือหุ้นได้อย่างไร?

“ถ้าพูดคำว่า  ‘ลงทุน’ …หนึ่งมองว่าจริงๆ การซื้อของมาแล้วขายไป ก็เป็นการลงทุนนะคะ อย่างหนึ่งซื้อของมาค้าขายก็เป็นการลงทุน เราเชี่ยวชาญในธุรกิจของเรา มองเห็นช่องทาง อยากเปิดไลน์สินค้าเพิ่ม เปิดตลาดเพิ่ม หนึ่งรู้ว่ามันทำได้ ซื้อของที่ไหนถูก เอาไปขายที่ไหนแพง แบบนี้ก็เป็นการลงทุนเหมือนกันค่ะ แล้วยังเอาทักษะที่เราเชี่ยวชาญและคุ้นชินมาใช้ในการลงทุนด้วย พอทำธุรกิจก็รู้จักคนเยอะ หลายคนที่อยู่ในวงการธุรกิจก็พูดถึงการลงทุนแบบกองทุนและหุ้นกันหมด ตอนนั้นทำธุรกิจก็เหนื่อย ก็คิดว่ามันจะสบาย (หัวเราะ) หนึ่งก็เลยไปเริ่มศึกษา ใช้10% นี่แหละค่ะ เริ่มในกองทุนก่อน ศึกษาไปสักพักก็ไปเรียนเรื่องหุ้น  เพราะรู้สึกว่ามันน่าจะดี มันได้เยอะกว่า  

“โชคดีที่ไปเจอผู้ใหญ่คนนึงในวงการ เขาก็พูดกับหนึ่งว่า เราอายุยังน้อยให้ศึกษาโดยที่ไม่คิดถึงเงินก่อน เพราะเรามีเงินน้อย แต่เราอยากได้มาก เราจะลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงมากมันไม่เป็นผลดี ต่อไปเราทำธุรกิจได้เยอะๆ ขึ้น เราสามารถเอาเงินเยอะๆ ตรงนั้นมาลงทุนในสิ่งที่เราศึกษามาแล้ว ซึ่งความเสี่ยงจะต่ำกว่า  ผลคือมันโอเคมาก เพราะศึกษาก่อน แล้วลงทุนไม่เยอะ ก็เลยไม่เฟลมาก หนึ่งว่ามันเสียหลายอย่างนะคะ เวลาที่เรามีเงินน้อยแต่เอาไปเสี่ยงมากๆ ถ้ามันไม่ได้ ทั้งเสียเวลา เสียความมั่นใจอีก เสียเงินอีก แทนที่จะเอาไปทำธุรกิจที่เรามั่นใจว่ามันได้อยู่แล้วแน่ๆ กลับเอาเงินไปเสียกับสิ่งที่ไม่รู้จักดีพอ ต้องจัดสรรและแบ่งสัดส่วนให้ดี เพราะทำธุรกิจก็ได้เงินค่อนข้างแน่นอนอยู่แล้ว คือมันแล้วแต่บุคคล แล้วแต่ความเชี่ยวชาญนะคะ บางคนเล่นหุ้นเก่งมาก อย่างเราเป็นเจ้าของกิจการไม่มีเวลามานั่งดูพอร์ต เพราะบางทีจังหวะซื้อดี แต่จังหวะขายไม่ดี แทนที่จะเป็นจังหวะได้ กลายเป็นจังหวะเสีย หุ้นมันไม่ได้ไว้ใจได้ขนาดนั้น พอเห็นว่าหุ้นมันมีความผันผวน เลยคิดว่าหนึ่งต้องหาหุ้นที่พื้นฐานดีปลอดภัย ออมในหุ้นมากกว่า ซึ่งมันเหมาะกับสไตล์ของหนึ่ง ทำให้สามารถเอาเวลาไปทำธุรกิจได้ด้วย หนึ่งแบ่ง10% สำหรับการลงทุนในหุ้นหรือกองทุน และ 90% สำหรับใช้จ่าย ลงทุนในธุรกิจ”

 

 ในเมื่อหุ้นมีความเสี่ยง แต่ธุรกิจได้เงินแน่นอน ทำไมถึงต้องมาลงทุน… แล้วแบ่งเวลาอย่างไร?

“ตอนที่เริ่มทำธุรกิจแรกๆ หนึ่งให้เวลากับมันมากเลยค่ะ 1-2 ปีได้เลย เพราะต้องไปเรียนใหม่ทั้งการทำธุรกิจ การวางตัว พอมองกลับไปรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กเหมือนกันที่ต้องเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมด แต่ก็เข้าใจได้ เพราะหนึ่งเป็นพนักงานประจำมาก่อน จะทำธุรกิจนี่มันต้องทำยังไง ต้องเริ่มยังไง ไม่มีคำตอบในหัวเลยนะคะ บุคลิกภาพก็ยังไม่ได้ และอีกหลายๆ อย่าง ก็เลยทุ่มเทมาก แต่พอตอนนี้ทำได้แล้ว การเรียนรู้ของหนึ่งตอนนี้เป็นการเรียนรู้ แบบ On the Job Learning ค่ะ เช่น อยากรู้ว่าขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้ทำอย่างไร  ก็คือลองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ แล้วก็เรียนรู้ไปกับเขา หนังสือหรือยูทูบอะไรแบบนี้มีมันมีเยอะมาก หนึ่งว่าเราใช้เวลาเรียนเยอะตอนที่เราไม่มีพื้นฐาน แต่พอทำได้แล้วมันเป็นการเรียนจากการทำงาน เป็นการรับข้อมูลเพิ่มและนำปรับใช้ในงานของเรามันได้ประโยชน์มากกว่า 

พอได้เป็นเจ้าของกิจการแล้วมาสักระยะ ก็จะรู้แล้วค่ะว่ามันยากที่จะขาดทุนนะคะ คนที่เป็นเจ้าของกิจการอื่นๆ ก็รู้ค่ะ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็เหมือนเราต้องดูแลกิจการเป็นหลัก ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น เวลาทั้งหมดยกให้การทำธุรกิจ ซึ่งหนึ่งมองว่ามันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องนะ แต่เราไม่สามารถทำงานไปได้ตลอด และการลงทุนเป็นสิ่งเดียวที่จะให้เราเลิกทำงานได้  สิ่งที่เป็นแผนของหนึ่งเลย เช่น การลงทุนในอสังหาฯ เมื่อก่อนก็คือเช่าห้องเปิดร้านขายในห้างฯ รายจ่ายค่าเช่าเป็นเงินจำนวนเยอะเลย พอมาซื้อตึกทำออฟฟิศ ทำหน้าร้าน เหมือนเรามีความสุขในการที่จะผ่อนมากขึ้น  เมื่อก่อนตอนที่ต้องจ่ายค่าเช่า ความรู้สึกคือต้องจ่าย มันเป็นรายจ่าย เอากำไรไปจ่ายทุกเดือน  แต่พอเปลี่ยนมาซื้ออสังหาฯ ปุ๊บ ความรู้สึกในการผ่อน มันเป็นเหมือนเอากำไรธุรกิจมาจ่ายค่าเช่าให้ตัวเราเอง แล้วเราก็ได้ไปด้วย  อย่างอสังหาฯ เอง มันมีเรื่องของมูลค่าที่ดินก็เพิ่มขึ้นด้วย มันเป็นความรู้สึกที่สบายใจมากในการลงทุน แล้วก็เรื่องต่อเติมเพราะมันเป็นของเรา จะแต่งอะไรก็ได้ ตอนเช่าร้านก็จะไม่ค่อยแต่งอะไร เลยคิดว่าการลงทุนในอสังหาฯ  เป็นทางออกดีสำหรับหนึ่งและธุรกิจของหนึ่งด้วย เราสามารถทำกิจการไปด้วยและลงทุนไปด้วยควบคู่กันไปโดยที่ไม่แย่งเวลาหนึ่งมาก และความเสี่ยงต่ำด้วย”

คิดว่าเรามีอะไรตอนนี้  

แล้วลงมือทำไปเลย 

ไม่ต้องรอว่าต้องมีอะไรก่อน

ถึงเริ่มทำได้

 

เคล็ดลับการเป็นเจ้าของกิจการ…และการลงทุน

“เคล็ดลับของการเป็นเจ้าของกิจการ คือเราทำให้ดีที่สุดในจุดที่เรามี อย่างคนทั่วไป รวมหนึ่งในอดีตด้วยนะคะ เรามีอยู่เท่านี้ เราจะอยากทำอะไรมากขึ้น เราจะรู้สึกว่าเราขาด นู่นนี่ นั่นนี่ แต่ถ้ามองเป็นโจทย์ว่า จากทั้งหมดที่เรามีอยู่ตอนนี้ เราสามารถทำอะไรได้ดีขึ้นกว่าจุดนี้บ้างแล้วมันจะพาเราไปยังจุดต่อไปเอง โดยที่เราจะมีประสบการณ์และความมั่นคงมากขึ้นด้วย หนึ่งเคยทำกิจการที่เคยเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่กลับไม่ได้ผลรับดีเท่าตอนที่หนึ่งไม่มีเงิน  อะไรก็ตามที่เราทำอยู่ตรงนั้น เป็นโจทย์ที่เราต้องข้ามไปได้อยู่แล้ว อยากให้ลงมือทำเลย คิดว่าเรามีอะไรตรงนี้ แล้วลงมือทำไปเลย ให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องรอว่าต้องมีอะไรก่อน ถึงเริ่มทำได้… 

“ส่วนการลงทุนไม่เหมือนกิจการ  การลงทุนต้องมองให้เป็นระบบ  ตอนแรกหนึ่งมองมันเป็นโปรดักต์ เป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง แล้วทำให้มันเกิดความคิดที่ว่าของชิ้นนี้มันต้องได้กำไร ของชิ้นนั้นมันต้องได้กำไร ซึ่งระบบมันทำตามทรัพยากรที่เรามี พอเรามีทรัพยากรน้อยมีเงินจำกัด จะลงทุนทุกอย่างแล้วหวังกำไรทุกตัวเหมือนขายของมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้มองเป็นระบบ อย่างที่หนึ่งเล่าให้ฟังว่า สมมุติเราลงทุนอะไรไปอย่างนึง มันต้องทำเราให้เรารู้สึกดีทั้งระบบตั้งแต่ต้นจนจบ อย่างการเก็บเงิน 10% ทำให้โฟกัสเปลี่ยน ทำให้อยากขายมากขึ้น พอลงทุนในอสังหาฯ  ก็มีร้านสวยๆ มีโชว์รูม มีออฟฟิศดีๆ ให้คนทำงาน ให้ลูกค้ามาดู สัดส่วนที่เราจะลงทุน มันขึ้นอยู่กับตัวเองมากว่าเราทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าคนทุกคนต้องลงทุนเหมือนกันหมด ไปฟังใครมาแล้วก็ทำตาม อยากให้ตั้งอยู่ในพื้นฐานที่ว่า เรามีอะไรอยู่ เราสามารถทำอะไร และลงทุนไปแล้วมันกลับมาเอื้อประโยชน์อะไรให้เรา ไม่ใช่ว่าลงทุนไปแล้ว อีกนานมากกว่าจะเอามาใช้ได้ อันนี้คือไม่ตอบโจทย์หนึ่งมากเพราะธุรกิจต้องมีเงินหมุน”

 

พอพูดคำว่าลงทุน

ความรู้สึกมันคือต้องเป็นเงินก้อนใหญ่มาก 

เป็นมายด์เซ็ตที่ทำให้เริ่มลงทุนไม่ได้สักที

 

อุปสรรคและจุดแข็งของการเป็นเจ้ากิจการ…ที่ต้องลงทุนไปพร้อมๆ กัน

“อุปสรรคของการเป็นเจ้ากิจการและต้องลงทุนด้วย ตอนแรกๆ เราจะไม่มีการลงทุนในหัว คนที่เป็นเจ้าของกิจการ พอพูดคำว่าลงทุน ความรู้สึกมันคือต้องเป็นเงินก้อนใหญ่มาก ถึงเรียกว่าการลงทุน อย่างถ้าซื้อกองทุนหรือหุ้นนิดหน่อยเขาจะ “ไม่เรียกว่าเขาลงทุน เขาก็แค่เรียกว่าซื้อ” ถ้าจะลงทุนต้องเงินก้อนใหญ่ เป็นมายด์เซ็ตที่ทำให้เจ้าของกิจการ หรือแม้แต่คนทั่วไปเริ่มลงทุนไม่ได้สักที  คิดว่าต้องมีเงินเก็บขนาดนู้นขนาดนี้ถึงลงทุนได้  หนึ่งผ่านจุดนั้นมาได้เพราะการเก็บ 10% ของหนึ่ง เริ่มจากน้อยก่อน เดี๋ยวมันมาเองแบบเป็นพรวน อย่าสบประมาทเงินจำนวนน้อย

“สำหรับจุดแข็ง …ถ้าเราไม่ใช่เจ้าของกิจการ เราไม่สามารถหาเงินได้ตลอดเวลา  บางทีพนักงานประจำ ก็คือ 10 % ของเงินเดือน หรือไม่ก็ไปรับจ๊อบ ซึ่งมันก็จะเหนื่อยล้า แค่งานประจำก็เหนื่อยล้าแล้ว เพราะมันก็ 5 วันแล้วนะคะ แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ มันคือยิ่งทำมันยิ่งได้แล้วเราจะรู้สึกสนุกมาก ตอนที่หนึ่งเก็บ 10 % หนึ่งสนุกทุกครั้งที่ขายเพราะหนึ่งอยากให้ลูกค้า Say yes! แล้วเอาเงิน 10 % มาใส่เพิ่มขึ้น พอหนึ่งมีเงินมากขึ้นจาก 10% นั้น หนึ่งก็เอาเงินมาทำร้าน ทำโชว์รูม มันเหมือนเกื้อหนุนกันไปได้เรื่อยๆ มันได้ประโยชน์และรู้สึกสนุกที่จะทำ เหมือนการลงทุน ทำให้การทำธุรกิจสนุกขึ้น ลงทุนเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ซึ่งก็คือการทำธุรกิจ

 

ที่มา : https://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=1662

Share this item