Home / Youinspire / “การลงทุน…จะทำให้บั้นปลายชีวิตของเราดีได้”
ผศ. ดร. ศุภวัฒน์ สุภัควงศ์

Back

“การลงทุน…จะทำให้บั้นปลายชีวิตของเราดีได้”
ผศ. ดร. ศุภวัฒน์ สุภัควงศ์

2 weeks ago

My Way  My Investment  

ลงทุนหลากสไตล์…รวยได้ทุกสายอาชีพ #  8

===============

อาชีพ :    อาจารย์/ครู 

===============

“การลงทุน…จะทำให้บั้นปลายชีวิตของเราดีได้”

ผศ. ดร. ศุภวัฒน์ สุภัควงศ์

===============

 

มีอะไรที่ดีกว่าการลงทุนไหม?

ที่จะทำให้ช่วงปลายของชีวิตเราเป็นบั้นปลายชีวิตที่ดีได้

และคิดว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน?  

ระหว่าง “กลัวการเริ่มลงทุนในวันนี้ ” กับ “กลัวการใช้ชีวิตในอนาคตที่ไม่มีรายได้” !!!

 

บทสัมภาษณ์ของ    ผศ.ดร.ศุภวัฒน์ สุภัควงศ์   หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาและคนรอบตัวมักเรียกติดปากว่า “อาจารย์นาย”   อาจทำให้ทุกคนคิดอย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้นถึงคำว่า “บั้นปลายชีวิต”  เพราะโปรเจ็กต์ My Way My Investment  ที่ทำด้วยความเชื่อว่า #ทุกอาชีพลงทุนได้    EP. 8   นี้จะพาไปทำความรู้จักกับอาชีพครูหรืออาจารย์  ซึ่งเป็นอาชีพที่เราต่างก็รู้กันดีว่ารายได้อาจไม่สูงมากนัก และหลายคนมองว่าเป็นอุปสรรคของการเริ่มลงทุน   ลองไปหาคำตอบที่แท้จริงกับอาจารย์หนุ่มวัยกลาง 30   คนนี้ได้เลย
 

 

 

 

แนะนำตัวกันสักนิด
ผมเป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งส่วนนี้คืองานประจำนะครับ นอกจากนั้นก็เป็นนักลงทุน ทั้งในส่วนที่ลงทุนเอง และเป็นที่ปรึกษาในบริษัทที่เน้นวิจัยและพัฒนาการเทรดอัตโนมัติชื่อว่า Think Algo รวมทั้งเป็นวิทยากรในเครือ Stock2morrow  ด้วยครับ  มีผลงานเขียนหนังสือชื่อ เทรดหุ้นยุคใหม่ให้โรบอททำเงินแทน

 

เริ่มต้นศึกษาการลงทุนได้ยังไง?
เริ่มลงทุนจริงๆ ตอนที่มาทำงานครั้งแรกครับ ตอนเรียนเราเป็นนักเรียนทุน ได้เงินเดือนอยู่ทุกเดือนครับ แต่พอเราเริ่มทำงานเป็นอาจารย์และเข้าสู่โลกการทำงานจริงๆ   สิ่งที่เราต้องมองคือ เงินที่เรามีอยู่ในตอนนี้มันเพียงพอต่ออนาคตหรือเปล่า ก็ได้คำตอบว่า เฮ้ย! มันต้องหาวิธีแล้วล่ะว่าจะทำยังไงให้มันงอกเงยไปได้เรื่อยๆ ถามว่าเริ่มต้นยังไง จริงๆ วิธีลงทุนก็มีสินทรัพย์ ในตลาดมากมายให้เราลงทุนได้เต็มไปหมด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกวิธีไหน ส่วนตัวผมเอง ผมเลือกดูการลงทุนในหุ้น เพราะว่ามีความคุ้นเคยอยู่บ้าง คนในครอบครัวเองก็ลงทุนในหุ้นครับ จุดเริ่มต้นเลยก็เหมือนนักลงทุนทั่วไป คือไปซื้อหนังสือมาอ่าน เข้าคอร์สสัมมนาอมรบต่างๆ  พอรู้สึกว่าพร้อมประมาณหนึ่งแล้ว ก็เปิดพอร์ตและเริ่มซื้อขายครับ

 

สหกรณ์ออมทรัพย์ครูคืออะไร? และจริงไหมที่ปัญหาส่วนใหญ่ของครูคือต้องเป็นหนี้เยอะจากการกู้สหกรณ์?

กรณีการเป็นหนี้ของครู ผมมองว่า รายได้อาชีพครูก็ไม่ได้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้เยอะมาก ขณะที่รายจ่ายของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ถ้ามองว่ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย ก็คงต้องมีช่องทางต่างๆ ในการหาเงินเพิ่มหรือกู้นั่นเอง คราวนี้ก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละคนเองว่า เขามีความรับผิดหรือมีวินัยมากน้อยแค่ไหน? หรือมีความโลภที่อยากได้มากน้อยแค่ไหน? มีความต้องการทางครอบครัว หรือปัจจัยอื่นๆ อีกที่ต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหน? ถ้ามีความต้องการมาก ก็ย่อมหาช่องทางที่จะกู้  และเมื่อกู้ก็ต้องมีวินัยที่จะส่งคืน เพื่อไม่ให้เงินก้อนนี้มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  แต่ถ้าไม่สามารถคุมได้ หนี้ก้อนนี้ก็จะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ในส่วนตัวผม ผมมองว่าเป็นที่ที่ใช้ในการออมเงิน เรามีก็เอาเข้าไปเก็บเพื่อให้มันงอกเงย ผมไม่ได้มองสหกรณ์ในมุมของการกู้ ในส่วนตัวผมเองผมไม่ได้กู้เงินอยู่แล้ว เลยมองว่าเป็นหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยออมเงินให้เติบโตขึ้น แต่ไม่ได้มองว่าเป็นทางเลือกสำหรับการสร้างหนี้

 

ลักษณะอาชีพของครูส่งผลดีหรือผลเสียต่อการลงทุนของเราอย่างไรบ้าง?   
ในส่วนของการเป็นอาจารย์ ช่วงเวลาปกติเป็นช่วงเวลางาน ก็จะไม่เหมาะกับการไปเฝ้าหน้าจอหรือลงทุน ดังนั้น ช่วงเวลาที่ทำงานก็จะโฟกัสในงานของตัวเองให้ดีที่สุด การลงทุนก็เลยจะเป็นเรื่องตามมาหลังจากนั้น  ก็เลยต้องมองเรื่องแรกก่อนว่าเราเป็นนักลงทุนในแบบไหน แนวทางที่เป็นเดย์เทรดไม่น่าจะเหมาะแน่ๆ  กับอาชีพของเรา ฉะนั้นเราก็มองในมุมที่กว้างกว่านั้น อย่างตัวผมเอง ผมมองว่าผมไม่มีเวลาดูหน้าจอระหว่างวัน ถ้าผมจะทำการซื้อขายหุ้น ผมจะรอแค่ช่วงใดช่วงหนึ่งของวัน อย่างเช่นช่วงตลาดปิด ก็คือใช้เวลาแค่ 5 นาที ช่วงตลาดปิดสี่โมงครึ่ง ในการที่จะซื้อหรือขายแค่นั้น คือระหว่างวันก็ไม่เฝ้าดูหน้าจอแล้วก็โฟกัสงานของตัวเองให้ที่ดีสุด

 

คนที่มีอาชีพครู ส่วนใหญ่ลงทุนกันบ้างไหม?

ผมมองว่ามีหลากหลายนะครับ  เพราะแต่ละคนใช้ชีวิต และมีเงื่อนไขในการใช้เงินที่แตกต่างกัน ความต้องการความจำเป็นไม่เหมือนกัน แต่ถึงยังไงผมมองว่าทุกคนต้องลงทุน เพียงแต่ว่าเขาอยู่ในช่วงไหนของชีวิต และความปรารถณา หรือความต้องการในช่วงเวลานั้นๆ เป็นอย่างไร หลายคนอาจจะเลือกที่ลงทุนเก็บออมในส่วนของออมทรัพย์ เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงินเรื่อยๆ ผลตอบแทนก็อาจจะน้อยหน่อย บางคนอาจจะมองว่าไม่มีเวลาศึกษามากพอ ก็ลงทุนในกองทุนรวม หรือบางคนพอที่จะมีเวลา มีความรู้ในการวิเคราะห์ ก็อาจจะลงทุนในหุ้นได้ อันนั้น ผมมองว่าหลากหลาย แต่เชื่อว่าทุกคนต้องมีการลงทุนครับ

 

 

ส่วนใหญ่ที่คนเรียนสายวิศวะจะมีการคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอน  ช่วยเรื่องลงทุนบ้างไหม?

ถ้ามองในสายวิศวะ คืออาชีพที่ชินกับการทำอะไรที่เป็นระบบมากๆ ชินกับการ Follow Instruction ทำทุกอย่างเป็นขั้นตอน ที่กลัวมากที่สุด คือความเสี่ยง ฉะนั้น แนวคิดตัวนี้ก็เลยมาถึงในเรื่องของการลงทุน ที่ผมมองอย่างแรกเลย เงินก้อนแรกที่ได้จากรายได้ของเรามากน้อยแค่ไหน รายได้ตรงนี้จะถูกแบ่งออกไปในส่วนของค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละเดือน แล้วเงินก้อนที่เหลือ คือใช้ในการลงทุนเพื่อให้มันงอกเงยขึ้นไป คราวนี้ถามว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ส่วนไหน อันนั้นก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคนเพราะการลงทุนในแต่ละอย่างมีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้ไม่เท่ากัน ผมมีหุ้นเพราะมองว่าศึกษามาบ้างแล้ว มีกองทุนต่างประเทศเนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยง เพราะเล่นหุ้นในประเทศแล้ว ต่างประเทศเราไม่มีเวลาดูตลาดแล้วซื้อ-ขายเองด้วย ก็เล่นเป็นกองทุนแทนเป็นตัวเลือกอีกทางนึง พอมาดูในส่วนของหุ้น ผมพยายามมองให้ทุกอย่างเป็นระบบ ว่าจะมีกลไกในการเลือกหุ้นดีที่เข้าพอร์ตเราได้อย่างไร ฉะนั้นหลักง่ายๆ ของผมมี 3 ส่วนด้วยกันครับ

1. ผมจะลงทุนต่อเมื่อตลาด ณ เวลานั้นเป็นตลาดที่ดีหรือตลาดเป็นใจ ดูภาพรวมของตลาด คือเศรษฐกิจที่ดี

2. ลงในอุตสาหกรรมไหนดี เพราะในแต่ละช่วงเวลาจะมีอุตสาหกรรมที่ มัน Outperform ออกจากตลาดมีอยู่ไม่กี่ตัว

3. ค่อยเลือกหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น

มี 3 ข้อนี้ เป็นเหมือนตาข่าย 3 ชั้นที่ช่วยกรองได้ว่า เราจะได้หุ้นตัวที่ดีที่สุดจากตลาด ณ ตอนนั้น

 

เล่าประสบการณ์ตอนเริ่มลงทุนใหม่ๆ ให้ฟังหน่อย มีช่วงที่อยากเลิกไหม แล้วอะไรเป็นกำลังใจให้กลับมาลงทุนต่อ
ถามว่าเคยท้อไหม ผิดพลาดไหม เคยครับ ช่วงแรกของการศึกษา เราคิดว่าเราเก่งพอแล้ว อ่านหนังสือ เข้าคอร์สสัมมนา ก็คิดว่าตัวเองแน่แล้วแหละ มั่นใจครับว่าเรามีทักษะและการตัดสินใจที่ดี สามารถทำเงินจากตลาดทุนนี้ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง พอเริ่มเปิดพอร์ตซื้อขายจริง มันต่างกับที่เราอ่านจากในหนังสือเยอะมาก เราเลือกหุ้นที่ดูเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี เราเชื่อว่ามีอนาคต เราซื้อมันเก็บเข้าพอร์ต ปรากฏซื้อไป 2-3 เดือนมันไม่ขยับเลย ในขณะที่หุ้นที่ดูไม่มีพื้นฐานอะไรเลย มันกลับวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่ามันแอบไม่แฟร์นะ ในเมื่อเรามีสิ่งที่ดีที่สุดแล้วทำไมมันไม่ไปไหน หนำซ้ำบางตัวที่มองว่าดีแล้วซื้อไว้ ปรากฏว่ามันยิ่งตกลงไปอีกมากขึ้นเรื่อยๆ ณ จุดนั้นคือไม่มีความสุขกับการลงทุนเลย เพราะเราไม่รู้ว่า สุดท้ายแล้วแนวทางที่ดีที่สุดของการลงทุนคืออะไร ก็เลยเป็นจุดที่ผมหยุดทุกอย่าง ล้างหุ้นที่มีในพอร์ต และพยายามกลับมาคิดทบทวนว่าเราพลาดตรงไหน แล้วขั้นต่อมาคือเราจะกลับไปใหม่อย่างไร เพื่อจะไม่ผิดพลาดแบบเดิมอีก

 

ตอนนั้นคิดว่าจุดพลาดของตัวเองคืออะไร?

ตอนนั้นผมมีหุ้นตัวหนึ่งที่โดยพื้นฐานเป็นหุ้นพื้นฐานดี เราก็เลยซื้อ โดยที่เรามีแพลนการลงทุนที่เชื่อว่ามันดีแล้วนะ เข้าซื้อตัวนี้ ถ้ามันตกถึงเท่านี้จะ Cut Loss ออก คือมีเป้าหมาย มีแพลนชัดเจนครับ แต่สิ่งเกิดขึ้นเป็นเพราะ พอราคาเริ่มตกมาหน่อยนึง เราก็เริ่มแบบคิดในใจ เฮ้ยยย! เอ๊ะ! แต่มันเป็นหุ้นที่ดี ซื้อเพิ่มๆๆๆๆ แต่มันไม่เด้งกลับ กลับตกไปมากกว่าเดิมอีก แต่เมื่อถึงจุดที่เราต้อง Cut Loss ดันไม่กล้า เพราะรู้สึกว่าเงินเราจำนวนเยอะมากๆ อยู่ตรงนั้น ถ้า Cut Loss ก็แปลว่าเราจะขาดทุนไปมากพอสมควรเลย ก็เลยเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ทำอะไร แต่ปรากฏว่าหุ้นตัวเดียวติดลบไปกว่า 30-40 %

 

ถ้าเป็นนักลงทุนแนว VI คือเชื่อในพื้นฐานว่ามันดี  ถึงมันตกก็ยังจะเชื่อ  ส่วนตัวอาจารย์มองว่ายังไง?

ผมมองว่าถ้าลงทุนแนว VI คือมองพื้นฐานของบริษัท คือต้องวิเคราะห์ให้ถึงขั้นว่า บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดี จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีมากๆ ได้ในอนาคต ฉะนั้นคนกลุ่มนี้ เขาพร้อมที่จะซื้อเมื่อราคาตก ยิ่งตกยิ่งซื้อเก็บ แล้วจุดนึงมันจะสร้างผมตอบแทนที่ดีได้
ถ้ามองมุมนักลงทุนทั่วไป เรามั่นใจแน่เหรอที่วิเคราะห์ว่ามันเป็นหุ้นที่ดีแล้ว ถ้ามั่นใจก็ไม่มีปัญหาครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มั่นใจครับ พอมันเริ่มตกก็จะมีเรื่องของอารมณ์เข้ามา สุดท้ายจะมีคำถามในใจว่าที่เลือกมา มันถูกหรือผิด วิเคราะห์ถูกไหม หรือแค่ไปตามข่าวที่ไม่รู้ว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม ทีนี้สุดท้ายแล้วมันคือ “อารมณ์” ที่ทำให้เรา ไม่ทำตามแผนที่เราวางไว้แต่แรก

 

ตอนที่ล้างพอร์ต แล้วกลับมาใหม่ ทำไมถึงกลับมาได้หรือฉุกคิดอะไร?

ตอนนั้นสิ่งที่คาใจมากๆ ด้วยความเป็นวิศวะ เราชินกับทุกอย่างที่มันเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน อย่างเช่น 1+1=2 เราเลือกหุ้นพื้นฐานดี เราก็เชื่อว่ามันต้องราคาขึ้น แต่นี่กลับตกลง  เหมือนขัดแย้งอยู่ในใจ เพราะตรงข้ามกันมากกับความเชื่อเดิม  เลยตั้งคำถามใหม่ในใจ หรือว่ามันเป็นเพราะว่าหุ้นที่เราโฟกัสอยู่ มันแค่บางตัวที่เป็นแบบนี้ ถ้าเราทำแบบนี้กับหุ้นทุกตัวในตลาด ผลที่มันออกมาจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำคือเอาแนวคิดการลงทุนเหมือนเดิมเลยนะ เอาตัวนี้แหละเขียนโปรแกรมเลย ถ้าฉันทำแบบนี้กับหุ้นทุกตัวในตลาด ตั้งแต่อดีต ตลาดเปิดใหม่ๆ จนถึงปัจจุบัน ถามว่าหุ้นตัวนี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากน้อยแค่ไหน ความเสี่ยงจากความคิดการซื้อขายการลงทุนแบบไหน อยู่ในระดับไหน แล้วเรายอมรับได้หรือเปล่า เมื่อศึกษาข้อมูลในอดีตอย่างจริงจัง ทำให้เราเข้าใจว่าแนวทางการทุนแนวนั้นมันดีจริงๆ พอเรากลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง เรามาพร้อมกับความมั่นใจที่ถูกตัดอารมณ์ออกไป ก็จะเป็นตัวสร้างผลตอบแทนที่ดีให้เราได้

 

คิดว่าคนเราควรเริ่มลงทุนตอนไหน เงินเยอะหรือน้อยสำคัญแค่ไหน เท่าไรถึงเริ่ม

ผมมองว่าเริ่มให้เร็วที่สุด เงินมากหรือน้อยไม่สำคัญ ถ้าในวันที่เริ่ม มีเงินมากและเป็นเงินเย็น ผมอยากให้ใส่เข้าไปเลย  แต่ถ้าไม่โชคดี มีรายจ่ายเยอะ ทยอยลงทุนไปเรื่อยๆ ไม่เสียหาย แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็นเลยคือ ยิ่งคุณเริ่มเร็วเท่าไร ไอ้ตัวผลตอบแทนแบบทบต้น มันจะช่วยมากๆ ในระยะยาว ทีนี้ที่ผมบอกว่าเริ่มให้เร็ว ผมมองว่า การลงทุนเป็นการเล่มเกมระยะยาว ช่วงแรกอย่าไปคิดมาก ว่ามันขาดทุนกี่บาทกี่เปอร์เซ็นต์ ให้มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เราต้องมีประสบการณ์ก่อน ต้องเจ็บให้เยอะ จะได้รู้ว่าทำไมถึงเจ็บ แล้วต้องรู้ให้ได้ว่าทำยังไงถึงหาย หรือไม่เจ็บอีก ต้องให้ได้กำไรเยอะๆ จะได้รู้จักความโลภที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันจะอยากได้มากกว่าเดิม ในช่วงแรกของการลงทุนควรได้รู้จักอารมณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เมื่อเรารู้ว่ามันมีแบบไหนบ้าง เราถึงจะคุมตัวเองอยู่ แล้วหลังจากนั้น ผมมองว่าเฟสสองต่างหากที่จะเป็นตัวอย่างผลตอบแทนที่ดีได้  แล้วช่วงหลังของชีวิตถึงจะเป็นช่วงที่กอบโกยกลับมาได้

 

 

หลักคิดที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน
ผมมองว่าคนหนึ่งคนจะประสบความสำเร็จใจการลงทุนได้ มี 3 อย่างครับ

1. หาจุดซื้อ-ขายที่ดี

2. การจัดการการลงทุนสมมุติมีหุ้นที่เราสนใจเยอะ เรามีการแบ่งหรือจัดการมันอย่างไร สมมุติมีหุ้น 20 ตัว จะแบ่งเงินลงทุนตัวละ 5 % เท่าๆ กัน หรือบางตัวเยอะ บางตัวน้อย ต้องมีการจัดการอย่างไร

3. คุมอารมณ์และมีวินัยในการลงทุน

สิ่งที่ผมเห็นส่วนใหญ่ นักลงทุนจะมีข้อ 1 และ 2 ที่โอเคแล้ว คือหาความรู้ได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญที่สุด คุมอารมณ์ ตัดอารมณ์ ออกจากการลงทุน และมีวินัยครับ  ก็เป็นที่มาที่ไปของแนวคิดการลงทุนที่ผมใช้ปัจจุบัน

หรือการลงทุนอย่างเป็นระบบ (System Trade) ไอเดียของมันคือ ใส่เงื่อนไขการซื้อขายเข้าไป โดยที่ทำการทดสอบย้อนหลัง จากแนวคิดแบบนี้ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในตลาดได้ เมื่อเรามั่นใจในระบบ ที่เหลือเราแค่รอในแต่ละวันว่ามีหุ้นตัวไหนที่เกิดสัญญาณซื้อ ก็เข้าไปซื้อ โดยที่ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องว่า เอ๊ะ! มันดีจริงๆ หรือเปล่า ถ้าระบบบอกให้ซื้อ คือซื้อ ถ้าระบบบอกให้ขาย คือขาย เพราะมันไม่มีอารมณ์ และพอทำตามไปเรื่อยๆ ปรากฏว่ามันได้ผลจริงๆ ถ้ามันเป็นระบบดีจริงๆ ก็จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาวการเป็นนักลงทุนอย่างเป็นระบบ อย่างแรกเลยเราต้องมีระบบที่ใช้ช่วยในการค้นหาหุ้นที่ดี ก็คือการนำข้อมูลในอดีตมาศึกษาว่า ถ้าเรามีแนวคิดการซื้อ-ขายแบบนี้ มันจะเป็นยังไง เหมือนกึ่งๆ จะเป็นงานวิจัยค้นหาว่าเราจะสร้างระบบตัวนี้ให้เป็นวิธีได้อย่างไร นักลงทุนกับระบบจึงเสียเวลาส่วนใหญ่กับการสร้างระบบที่ดี เมื่อได้ระบบที่ดีแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือมีวินัยในการ Follow ตามกฎของระบบเหล่านั้น ที่ผมทำคือเมื่อตลาดปิด ผมดาวน์โหลดหุ้นทุกตัวออกมา และใช้โปรแกรมในการสแกนหาหุ้นว่าตัวไหนมีสัญญาซื้อ-ขายบ้าง และซื้อหรือขายในจำนวนเท่าไร ในวันต่อมาก็คือคีย์คำสั่งนั้นไปเลย สังเกตได้ว่าจะไม่มีการใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง และทำตามกฎที่ระบบวางไว้อย่างชัดเจน ถ้าเราทำตามกฎนั้น มันจะได้ดีมากน้อยแค่ไหน และมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน คือคำถามที่ผมตั้ง ถ้าสมมุติว่ามันได้ 5% ผมเอาเงินไปลงทุนพันธบัตรไม่ดีกว่าเหรอ? หรือกองทุนรวม ลงครั้งเดียวแล้วไม่ต้องไปเล่นไปดูแลก็ได้ แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ? เราใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ ทำให้เกิดความมั่นใจ

 

แล้วหลักคิดในการประกอบอาชีพของครูล่ะ?
ตั้งแต่วันเแรกที่ผมมาเป็นอาจารย์ ผมรู้ว่าไม่ได้เป็นอาชีพที่มีรายได้สูงมากมาย การเลือกทำอาชีพนี้มันเป็นความสุขที่ได้สอน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ดีๆ ให้คนกลุ่มหนึ่ง เทอมนึงๆ ได้สอนเด็กเยอะมาก มีทั้งคนที่เขาเข้าใจ และไม่เข้าใจ แต่ต้องมองแบบนี้ว่า เด็กทั้งหมดในแต่ละเทอม ขอแค่สัก 2-3 คน ที่เข้าใจจริงๆ และมีไฟในการเรียนรู้ต่อ คนกลุ่มนี้แหละจะเป็นกลุ่มที่จะทำให้สังคมที่เราอยู่มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนตัวผมคือ ผมมีความสุขในการสอน และพร้อมที่จะส่งมอบสิ่งดีๆ ให้คนในเจเนอร์เรชั่นต่อไป

 

ฝากถึงคนยังไม่ลงทุนหน่อย
ผมว่าก่อนที่เราจะกลัวการลงทุนในวันนี้ เราควรกลัวการใช้ชีวิตในอนาคตเมื่อเราไม่มีรายได้มากกว่าหรือเปล่า ณ วันนี้ ยังเป็นวันที่เราสามารถทำงานได้ หาเงินได้ แทนที่เราจะเอารายได้ส่วนนี้ไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย แล้วอนาคตไม่รู้เลยว่า จะเจ็บป่วยหรือถึงวันที่เราไม่สามารถทำงานได้ขึ้นมาเมื่อไร ถามว่าจะกระทบเรามากขนาดไหน ในขณะที่ถ้าเริ่มในวันนี้ ไม่ต้องมากแต่สม่ำเสมอไปเรื่อยๆ  ณ วันนั้นที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้ คือป่วย  หรือแค่อายุมากแล้วอยากหยุดทำงาน จะมีเงินก้อนนี้มาดูแล ฉะนั้นคืออย่ามองแค่ในมุมสั้นๆ ว่า ปีนี้ลงทุนแล้วขาดทุน 10% ฉันจะไม่ลงทุนแล้ว แต่อยากให้มองยาวๆ มากกว่าว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า เราจะใช้ชีวิตอย่างไร มีอะไรที่ดีกว่าการลงทุนไหมที่จะทำให้บั้นปลายชีวิตของเรา เป็นบั้นปลายชีวิตที่ดีได้

 

ที่มา : https://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=1718

Share this item