Home / Youinspire / นักศึกษาปี 4 เจ้าของแบรนด์ Awesomedough

Back

นักศึกษาปี 4 เจ้าของแบรนด์ Awesomedough

4 months ago

คำเตือนคือบทสัมภาษณ์นี้อาจจะยาวหน่อย สำหรับใครที่อยากขายของออนไลน์แต่ยังลังเล ก็ลองมาเรียนรู้จากเธอคนนี้กันได้ ถ้าพร้อมแล้วเราไปทำความรู้จักกับเธอกันค่ะ

เป็นใครทำอะไรอยู่บ้าง ?
“แพรวเป็นนักศึกษาปี 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม หน้าที่หลัก ๆ ตอนนี้ก็คือเรียน และทำแบรนด์ Awesomedough ค่ะ เป็นร้านขายเคสโทรศัพท์และรับสกรีนงานต่าง ๆ”

จุดเริ่มต้นของร้าน ?
“เริ่มแรกเลยคือ ขายของออนไลน์ตั้งแต่ ม.ต้น เพราะสังคมเพื่อนตอนนั้นผลักดันให้เราต้องทะเยอทะยาน เพราะทุกคนเขามี สมัยนั้นยังไม่มี facebook instagram เราก็ลงตามเว็บไซต์ขายของต่าง ๆ ช่วงนั้นเขาฮิตเอาของที่จีนมาขายกัน ตอนแรกเราก็นำเข้ารองเท้า โดยตั้งชื่อร้านว่า awesomedough ซึ่ง dough มันเป็นคำแสลงที่แปลว่าเงินเพราะเรารู้สึกว่าเงินน่ะมันเยี่ยม ! ฮ่าๆ

ซึ่งตัวเรามีทักษะศิลปะ อย่างเดียวที่อยากทำตอนนั้นคือเพนท์รูป เพื่อนก็เลยชวน งั้นมาเพนท์เคสโทรศัพท์ขายไหม ยุคนั้นยังเป็น Blackberry iphone 3G อยู่เลย เราก็เริ่มจากเพนท์เองทีละอันตามออเดอร์นี่แหละ หลัง ๆ มาเริ่มเหนื่อย ก็เลยหาวิธีที่จะสกรีนเพื่อที่จะผลิตได้หลาย ๆ อัน ก็เข้ามาสู่การทำเคสอย่างจริงจังจนทุกวันนี้”

ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง ?
“ตอนนี้ awesomedough ก็ก้าวเข้าปีที่ 8 แล้ว แต่เราเพิ่งมีออฟฟิศได้ประมาณปีกว่า คือมันเป็นความไม่ตั้งใจหมดเลยที่เกิดขึ้น เราไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะต้องเติบโตไปทางไหน เพราะว่าตอนแรกทำแบรนด์เคสอยู่ ซึ่งเคสมันหาผลิตในไทยไม่ค่อยได้โรงงานที่รับพิมพ์พลาสติกก็ต้องสั่งในจำนวนมากเท่านั้น บวกกับพี่สาวเกิดท้องตอนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ ซึ่งหางานค่อนข้างยาก และเรามีอาชีพตรงนี้อยู่แล้ว เลยให้เขามาช่วยงาน ขยายทำมันอย่างจริงจัง

เราเลยตัดสินใจซื้อเครื่องมาผลิตเอง และจำเป็นต้องมีพื้นที่ให้เครื่องจักร ก็โอเค มาดูตึกกัน แถว ๆ บ้านพี่สาวนี่แหละ แล้วก็มาเช่า เราได้ในราคาที่ถูกมาก เพราะเป็นลูกหลานคนในซอย บอกเลยว่า connection มันสำคัญมาก การไปลามาไหว้เป็นเรื่องสำคัญนะคะ อย่างวันไหนเราไม่อยู่ร้าน คนในซอยก็จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้ อย่างเช่นลูกค้า ส่วนหนึ่งก็มาจากการบอกต่อเริ่มจาก พี่น้อง เพื่อน ๆ ในคณะ

กลับมาที่เรื่องร้าน
เพราะไม่เคยพิมพ์พลาสติกเองมาก่อน ช่วงเดือนแรกเคสงอ เคสหัก พลาสติดเบี้ยว เยอะมาก อย่างเรื่องภาษีก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา เพราะเป็นการจดทะเบียนการค้าและเสียภาษีอย่างถูกต้องครั้งแรก มีเรื่องให้เรียนรู้เยอะมาก

ได้เรียนรู้อะไรอีกบ้าง ?
“เยอะเลยนะ เช่น เราทำงานเต็มที่ พอมีคนมาช่วย เราก็คาดหวังกับทุกคนมาก แต่พอทำงานจริง ๆ แล้ว ทุกคนก็ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง ตอนแรกเราทำคนเดียวได้ 20,000 แต่พอมีคนมาเพิ่ม ทำไมมันได้เท่าเดิม ตอนนั้นเราเอาแต่โทษคนอื่น ไม่ได้มองตัวเองว่าเราบริหารไม่ดีหรือเปล่า นี่ก็เป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้ ก่อนหน้านี้เลยมีแผนว่าเรียนจบจะไปลงเรียน MBA ที่อเมริกาอยู่เหมือนกัน แต่พอเปิดออฟฟิศแผนก็เปลี่ยน ก็เรียนรู้กันไปที่นี่นี่แหละ”

วางเป้าหมายว่าไว้อย่างไร ?
“ตั้งใจไว้คือ ตึกมันมี 3 ชั้น ปัจจุบันใช้แค่ 2 ชั้นล่าง ชั้น 3 ก็อยากเปิดสตูดิโอถ่ายภาพ อีกประมาณ 3 เดือนน่าจะเสร็จแล้วค่ะ และปิดเทอมนี้รับน้องฝึกงานมา 7 คน เยอะมาก ก็หวังว่าจะมาช่วยกันขยายตลาดเต็มที่ ด้วยความที่โรงงานใหญ่ก็ทำได้แบบเรา เลยต้องหาจุดแข็งที่ต่างออกไป ความต่างของเราคือ จำนวนน้อยก็รับทำ รายละเอียดเยอะ เรื่องมาก เราก็ทำ แต่ก็ยอมรับนะว่าแพง แต่งานเราตรงสเปค รับรองคุณภาพ ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ไม่รับงานจุกจิกแบบเรา อย่างเช่นงานทีสีสจบ เป็นต้น”

ทำไมถึงกล้าเสี่ยงที่จะลงทุน ?
“ใช่ การลงทุน หลายคนกลัวมาก แม่เราเองก็ห้ามตลอด เรียนให้จบก่อน แต่คือใจเราคิดว่ามันได้ มันต้องทำได้ คติประจำใจเราเลยคือ ไม่มีใครโชคดีหรอกมีแต่คนเขาทำกันทั้งนั้น เวลาคนบอกว่าเราโชคดี เรารู้สึกว่าไม่นะ เราทำมันทุกวัน เราศึกษาตลอดเลย

อุปสรรคของเราก็คือสิ่งที่เราคิดว่าจะทำได้ แต่กลับทำไม่ได้เนี่ยแหละ อย่างช่วงเปิดออฟฟิศใหม่ ๆ งานก็พัง เพราะผลิตยังไม่เป็น ช่วงนั้นเป็นช่วงในหลวงรัชกาลที่ ๙ สวรรคตด้วย ออเดอร์น้อยมาก รายจ่ายต่อเดือนเยอะมาก แต่รายรับไม่มีเลย แต่เราคิดว่า ทำไปเถอะ จะเจ๊งก็ให้มันเจ๊งตอนอายุ 22 23 นี่แหละ ไม่เป็นไรหรอก จบมาก็ค่อยหางานประจำทำก็ได

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินหรอก มันอยู่ที่ใจ ถ้าเรายังเชื่อว่ามันจะไปได้ เราไม่ยอมแพ้กับเรื่องขาดทุนแน่นอน”

เล่าความภาคภูมิใจให้ฟังหน่อย ?
“ความภาคภูมิใจมันไม่ใช่บริษัทใหญ่โตนะ แต่เราได้ทำให้คุณภาพคนดีขึ้น อย่างเช่นพี่สาวเราแต่ก่อนดูไม่เอางาน แล้ววันนี้เราก็เห็นแล้วว่าเขาทำได้ วินมอเตอร์ไซค์ที่แต่ก่อนติดยา คนที่เคยทำงานโรงหนังทำงานกันหนักมาก แต่พอเขามาทำงานกับเรา เขารู้สึกว่าได้อะไรจากงาน เขาได้ช่วยให้เด็กทำทีสีสจบนะ ทีมงานภูมิใจกับงานที่ทำ เราก็ภูมิใจที่ได้สร้างรู้สึกแบบนี้ให้เขาค่ะ”

ฝากถึงคนที่เข้ามาอ่าน ?
“ก็อยากฝากว่า จริง ๆ ทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกิจการถึงจะมีชีวิตที่ดีได้ แต่งานที่ทำหรือองค์กรที่อยู่ควรจะมีความหมาย มีโอกาสสำหรับเรา เท่านี้ก็พอแล้ว

อีกเรื่องที่อยากฝากคือ เดี๋ยวนี้คนทำร้านค้าออนไลน์ประสบความสำเร็จกันเยอะมาก แล้วคนภายนอกก็จะมองกันแค่ตรงนั้น เราจะบอกว่าทุกงานมันมีเบื้องหลัง ต้องผ่านความยากลำบากกันทั้งนั้นค่ะ”

เราหวังว่าเรื่องราวของเธอจะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนกล้าที่ลองทำ ถ้ามันผิดพลาดก็แค่หาทางแก้ หรือย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ว่ามันทำได้หรือไม่

Share this item