Home / Youinspire / “ลงทุนก่อน รวยกว่า” หมอแม็กซ์ – นพ. วิรัช ตวงจารุวินัย

Back

“ลงทุนก่อน รวยกว่า” หมอแม็กซ์ – นพ. วิรัช ตวงจารุวินัย

3 months ago

 My Way  My Investment  

ลงทุนหลากสไตล์…รวยได้ทุกสายอาชีพ #1

===============

อาชีพ :  แพทย์ผิวหนังและเส้นผม

===============

“ลงทุนก่อน รวยกว่า” 

หมอแม็กซ์  – นพ. วิรัช ตวงจารุวินัย
===============

 

หนึ่งในเป้าหมายชีวิตของคนส่วนใหญ่  ก็คงต้องอยากมีความมั่นคงหรือมั่งคั่งทางการเงิน
เราทำงานหนัก ประหยัด อดออม  ก็เพื่อให้อนาคตเราหมดห่วงได้ในเรื่องเงินเลี้ยงชีพ
แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้ดีกันอยู่แก่ใจว่า   ในยุคนี้   “เงินเก็บ”  ไม่สามารถทำให้เรามั่งคั่งได้อีกต่อไป
และ “การลงทุน”  ต่างหาก คือคำตอบที่เราทุกคน ทุกอาชีพ ต้องให้ความสำคัญ 

 
แต่!!!  ทำไมหลายคนยังไม่ลงทุน? …
จะด้วยเหตุผลว่าไม่มีเวลา ไม่กล้า ไม่มีความรู้  หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ยังขัดขวางอนาคตที่มั่งคั่งของคุณอยู่

เราอยากพาคุณออกจากข้อจำกัดเหล่านั้น  เพราะเชื่อมั่นว่า  “ไม่ว่าใครก็ลงทุนได้”
 

 ลองเปิดใจ แล้วเรียนรู้จากประสบการณ์จริงผ่านเส้นทางการลงทุนของคนแต่ละอาชีพ   จากโปรเจ็กต์   My Way My Investment  ของ stock2morrow     

 สำหรับอาชีพแรกถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่ให้ความสนใจในการลงทุนกันเยอะมากจริงๆ นั่นก็คืออาชีพ  “หมอ”

เริ่มจากคุณหมอด้านความงามฝีมือดี  หมอแม็กซ์  – นพ. วิรัช ตวงจารุวินัย   และยังเป็นหนึ่งในนักเขียนหนังสือขายดี  “New Gen Investors ต้นแบบเลือดใหม่อสังหาฯ”

 

 

ตอนนี้คุณหมอทำอะไรอยู่บ้าง
ตอนนี้เป็นแพทย์ผิวหนังประจำอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท   ทำทั้งเลเซอร์ความงาม และดูแลรักษาเส้นผม อาชีพหลักก็คือเป็นหมอครับ

ในส่วนของการลงทุน ตอนนี้ก็เข้ามาดูแลมากขึ้น โดยลงทุนเกี่ยวกับอสังหาฯ  ซึ่งเน้นไปที่การปล่อยเช่าคอนโด
แล้วพอเรามี  Passion หรือความชอบในสิ่งเหล่านี้มากขึ้น  ก็เลยตัดสินใจเปิดบริษัทนายหน้าอสังหาฯ  กับบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน  เนื่องจากทั้ง 2 ธุรกิจนี้ จะช่วยให้เราทำงานด้านการลงทุนอสังหาฯ ได้ดีขึ้น

ส่วนอีกบทบาทก็เป็นนักเขียน และวิทยากรของเพจ  Prop2Doc  ในเครือของ  prop2morrow

 

หมอคิดว่า เราทุกคนต้องมี Active Income 
คือรายได้จากสิ่งที่เราชอบ จากการทำงานของเรา 
แล้วก็ต้องมี Passive Income เป็นรายได้ที่เข้ามาโดยเราไม่ต้องทำงาน 

โดยก็ทำทั้ง 2 สิ่งไปพร้อมกันได้
 เพราะในการลงทุน เมื่อถึงจุดที่เราสามารถรู้ว่าเราทำอะไร 
มันไม่ต้องมานั่งจ้องหรือเฝ้าทั้งวันก็ได้ 
ทำให้เรายังสามารถทำอาชีพที่เราชอบไปได้ต่อเรื่อยๆ

 

จุดเริ่มต้นในการเข้ามาลงทุน
จริงๆ เมื่อก่อนทำงานเยอะมาก  และรู้สึกว่าเหนื่อย แล้วก็ไม่มีเวลาที่จะทำอะไรเลย  ก็เลยตัดสินใจว่าอีกอาชีพหนึ่งที่จะต้องหามารองรับ  ก็คือ “การลงทุน”  ก็พยายามที่จะหาวิธีการลงทุนในหลายๆ แบบ 

ตอนแรกเลยเริ่มจากหุ้นก่อน  ก็เข้ามาเป็นลูกศิษย์ของครูหลายๆ  ท่านที่  stock2morrow  นี่แหละครับ คือตั้งใจมาก  เรียนกับทุกครูเลย   ซึ่งถามว่าในช่วงนั้นประสบความสำเร็จมั้ย   ก็โอเคเลยนะ เพราะเราก็ทำ Performance ได้ดี  คือได้ดีกว่าตลาด 

แต่จุดที่เป็นจุดเปลี่ยน ที่ทำให้ไม่ชอบเล่นหุ้นเลยคือ  ข้อแรก  เวลาเปิดตลาด หรือเราเล่นหุ้น IPO แล้วเรามีคนไข้ตอน 10 โมงเช้า เราจะใจสั่น จะตรวจไม่รู้เรื่อง หรือตอนปิดตลาดในวันที่ตลาดมันผันผวน  เราจะรู้สึกอยากบอกคนไข้ว่า  ขอเข้าห้องน้ำแป๊บนึงได้มั้ย แล้วเดี๋ยวจะออกมาตอบคำถามเป็นชั่วโมงเลยก็ได้ไม่เป็นไร   ซึ่งในความเป็นจริงมันทำแบบนั้นไม่ได้   ฉะนั้น ทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความกระทบกระเทือนทั้งทางด้านจิตใจ  ทั้งกับ Performance ของงานเราพอสมควร

และอีกอย่างคือ ตอนนั้นไปเรียนสายเทคนิคอล   ไปเรียนกับคุณหมอมะเดื่อ (นพ.ธนกฤต จินตวร)  ซึ่งกว่าเราจะเลิกงาน 6 โมง กว่าจะกินข้าวเสร็จ 2 ทุ่ม แล้วไปนั่งตีกราฟ ก็เลิก 4-5 ทุ่มละ  คือเราแทบไม่มีชีวิตส่วนตัวเหลือเลย   เพราะตอนนั้นเราก็เป็นหมอที่ทำงานเยอะมากด้วย  7 วันเลย  เวลาเรายิ่งหายไปอีก ก็ทำให้ยิ่งเครียด   แล้วหุ้นมันเป็นเรื่องของจิตวิทยา เวลามันขึ้นมันลง มันกระทบจิตใจนะ   ก็เลยคิดว่าลองไปหาอย่างอื่นทำดีไหม  ที่ลงทุนเบากว่านี้  สบายกว่านี้  ไม่เครียด เพราะงานเราก็เครียดอยู่แล้ว ก็เลยมาลองลงทุนอสังหาฯ  แทนครับ
 

เหตุผลในการเลือกลงทุน  “คอนโดฯ”
ตอนเข้ามาลงทุนเมื่อ 7-8 ปีก่อน  เป็นช่วงที่คอนโดฯ เริ่มเฟื่องฟู  ตอนนั้นสิ่งที่มีผลกับการตัดสินใจว่าทำไมต้องลงทุนคอนโด คือ

เราเห็นว่าคอนโดฯ เป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่  เราเรียนเมืองนอกมา  ก็เห็นว่าคนชอบอยู่คอนโดฯ การอยู่ในห้องที่เล็กลงคือเทรนด์ของคนรุ่นใหม่

 อสังหาฯ มีมาเป็นร้อยๆ  ปี มีคนรวยกว่าเรามากมาย รุ่นพ่อรุ่นแม่เราก็ซื้อที่เป็น เก็งกำไรที่ดินเป็น  แต่เราไม่ได้มีเงินเป็นร้อยล้านไปสู้เขา แล้วเราจะมีข้อได้เปรียบกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้ยังไง?  เราก็มองว่าในความคิดของคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่คือจะไม่ซื้อคอนโดฯ  เพราะไม่มีโฉนด นี่คือ Gap คือทางรอดของคนรุ่นใหม่  และพอเป็นตลาดใหม่ ซึ่งยังไม่ค่อยมีใครมาลงทุน  เราเลยทำกำไรได้

เราทำงานเยอะ  ไม่มีโอกาสไปดูอสังหาฯ ชายทะเล หรือดูบ้าน ดูที่ดินต่างๆ   มันลำบาก แต่ถ้าเป็นโซนใจกลางเมือง เราผ่านทุกวัน เราเห็น เรารู้ เพราะฉะนั้นเราตัดสินใจลงทุนคอนโดฯ ที่อยู่ในทำเลที่ดี และอยู่ใจกลางเมือง เราจะลงทุนคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้า สายสุขุมวิท และ CBD เท่านั้น  แล้วก็ยังคงยึดหลักการลงทุนแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน

เชื่อว่า คนที่เวลาน้อย เราต้องโฟกัสมากๆ  

เราไม่สามารถชำนาญทุกอย่างได้
โดยเฉพาะถ้าเวลาเรามีน้อย 

เราต้องศึกษาด้วยตัวเอง 

และเราต้องมั่นใจในสิ่งที่เราเก่ง เราถนัด

 

ช่วงแรกของการลงทุนอสังหาฯ

คือเราไม่มีเวลาไปสัมมนาเลย ซึ่งเป็นข้อเสียนะ ก็ใช้วิธีศึกษาข้อมูลให้มาก อ่านหนังสือให้มาก บังคับตัวเองทุกวัน ให้รีวิวเว็บอสังหาฯ  ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีเว็บอะไรมาก ยังไม่มี prop2morrow ยังไม่มีอะไรเยอะขนาดนี้  เราพยายามดูทุกอย่างให้เยอะ แล้วก็จะบอกจริงๆ  ว่า แทบไม่ได้ไปดูห้องตัวอย่างเลย  คือก่อนที่จะออกหนังสือกับ  prop2morrow  นี่ บอกตรงๆ  คือซื้อกระดาษ  ไม่เคยไปดูห้องตัวอย่าง ไม่เคยรู้จักกับใครเลย ทำด้วยตัวเองล้วนๆ แต่หลังๆ  พอมีคอนเน็กชั่น  มาอยู่ในวงการ มีการสัมมนา ได้รู้จักเพื่อนๆ  เราก็มีข้อมูลที่ดีขึ้น
 

รูปแบบในการลงทุนคอนโด
ถ้าเป็นช่วง 4-5  ปีก่อนนี่ทำหมด ทำตั้งแต่ซื้อล็อต แบบ 20 ห้อง 30 ห้อง เก็งกำไรใบจองก็ทำ ขายก่อนโอนก็ทำ  โอนแล้วปล่อยเช่าก็ทำ  ทำให้เรารู้ทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นช่วงนี้ แพลนในระยะกลางและระยะยาวคือ มันเหมือนเล่นหุ้นที่เราไม่ได้อยากเข้าๆ ออกๆ เราอยากจะมีสินทรัพย์ในระยะยาว ก็เลยมุ่งเน้นมาที่การปล่อยเช่ามากกว่า

การที่คุณเป็นคนทำงาน เป็นหนูถีบจักรอยู่ทุกวัน
คุณจะออกมาจากชีวิตที่เป็นหนูถีบจักรได้ 

คุณต้องมีสินทรัพย์ที่เป็น Passive Income ระยะยาว

 

 

อาชีพ “หมอ”  

กับแนวทางการลงทุนเฉพาะตัวที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
จริงๆ ชอบมากเลยที่ stock2morrow แจกแจงการลงทุนของแต่ละอาชีพ  เพราะแต่ละอาชีพมีลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนกันจริงๆ อย่างอาชีพของคนทั่วไป เริ่มต้นรายได้อาจน้อย แต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ  เพราะตำแหน่งเพิ่มขึ้น  การที่คุณทำงานบริษัท ช่วงท้ายๆ ชีวิตคุณจะสบายเพราะคุณคุ้นกับงานแล้ว แต่เงินเดือนคุณก็สูงขึ้นไปด้วย

ส่วนอาชีพหมอ  รายได้จะสูงตั้งแต่แรก แต่ว่าพอทำงานไปเรื่อยๆ รายได้ไม่ได้สูงขึ้นตาม  การจะมีรายได้มาก ต้องมาจากการที่คุณต้องตรวจคนไข้มากขึ้น  งานเราเป็นการใช้แรงงานวิชาชีพขั้นสูง ดังนั้น ยิ่งอายุมาก หมอมีแต่รายได้จะลดลง เพราะแรงเราหมดลง  

แต่ข้อดีของอาชีพหมอ  ก็คือ เงินเดือนสูง เครดิตสูง ฉะนั้นในการลงทุนอสังหาฯ  การที่คุณจะเริ่มใช้ Leverage ตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นเป็นไปได้  คือเงินเดือนคุณสูง คุณสามารถซื้ออสังหาฯ  ซึ่งคนอื่นในวัยเดียวกัน ซื้อไม่ได้ ฉะนั้นแปลว่า   ลงทุนก่อน ก็รวยกว่า  

 

เราต้องรู้จุดเด่นของตัวเอง คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณเลือกมา ข้อดีคืออะไรและข้อเสียคืออะไร
แล้วจงเอาจุดดีนั้นไปใช้ อย่าปล่อยให้เวลาและโอกาสมันหลุดหายไป

 

อุปสรรคในการลงทุน
ช่วง 7-8  ปีก่อน ตอนที่คอนโดฯ บูมแรกๆ   ถึงแม้คอนโดฯ จะมีมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาได้รับความสนใจได้ไม่นานในช่วงที่เรามีรถไฟฟ้านี่เอง  ฉะนั้นคนเก่งๆ ที่เป็นกูรูก็ไม่ได้มีมาก  ข้อมูลก็ไม่ได้มีมาก  ช่วงแรกๆ เราไม่รู้เลยว่า เขาจะต้องจองกันยังไง ระบบระเบียบเป็นยังไง สัญญาเป็นยังไง อะไรโอเค อะไรไม่โอเค  ควรจะซื้อตอนไหน ควรจะขายตอนไหน  ซื้อที่ราคาเท่าไรเรียกว่าถูก ซื้อที่ราคาเท่าไรถือว่าแพง  วิวไหนดี  วิวไหนไม่ดี  ทุกอย่างเป็นการคาดคะเน เรียนรู้ เป็นการสร้างสมมุติฐานของเราส่วนตัว   แต่สมมุติฐานทุกอันที่ตั้งขึ้นมาและลงทุน  มันเป็นเงินของเรา  จึงต้องระมัดระวังให้มาก

ไม่ว่าจะลงทุนอะไร จะมีคนที่อยู่ในตลาดที่มีประสบการณ์มากว่าเราเป็น 20 ปี 30 ปี
เวลาเราเข้ามาใหม่ เขาไม่ได้ปฏิบัติกับเราเหมือนเด็กเข้ามาทำงานใหม่ เขาไม่ได้ซอฟต์ๆ กับเรา 
เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำตัวให้ Professional ที่สุด 

คือลงทุนด้วยการมีแบบแผนทางความคิด และการวางแผนให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้  

ถึงแม้ว่าในครั้งแรกๆ มันจะต้องเป็นบทเรียนบางอย่างแก่เราแน่นอน

 

 สรุปอุปสรรคหลักๆ ก็คือ  ข้อมูลน้อย  เวลาน้อย  ลงพื้นที่น้อย  ซึ่งแตกต่างมากจากปัจจุบันที่มีเว็บไซต์มากมายให้ดู  มีสัมมนามากมาย มีหนังสือมากมาย มีคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนคอนโดฯ ต่างๆ  มากมายมาบอกว่าควรจะซื้ออะไร ไม่ซื้ออะไร  ดังนั้น ข้อดีของยุคนี้คือ ข้อมูลเยอะ  แต่ถ้าเราเข้ามาหลังๆ ที่มีสูตรสำเร็จอยู่มากมายแล้ว ก็แปลว่า คนอื่นเขาสำเร็จมาหมดแล้ว เขาถึงได้มาสร้างสูตรได้
 

การจัดสรรเวลาในการลงทุน
พอเราคิดว่าเราจะเอาการ “ลงทุน” เป็นอาชีพที่ 2 แน่นอน  ก็ตั้งใจกับตัวเองว่าจะขยันให้เหมือนตอนเรียนเฉพาะทางหมอ ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์เลย

ตอนช่วงแรกก็ทำงาน 7 วัน แต่จะใช้เวลาอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ 3 ทุ่ม-5ทุ่ม ในการทำอะไรก็ได้เกี่ยวกับอสังหาฯ จะไม่ดูทีวี ไม่ทำอย่างอื่นเลย  จะดูอสังหาฯ อย่างเดียว  ทำอย่างนั้นมาหลายปีมาก จนรู้เลยว่าแต่ละคอนโดฯ  แต่ละโครงการเป็นยังไง ซึ่งหลังๆ ก็ทำอย่างนั้นน้อยลง แต่การที่เรามานะบากบั่นในช่วงแรก เป็นจุดที่สำคัญที่สุด
 

ส่วนการจัดสรรเวลาในช่วงถัดมา ก็เริ่มลดเวลาทำงานน้อยลง เพราะเราตั้งใจจริงที่จะทำให้เงินของเรา และการลงทุนของเราเป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้นเราต้องลงทุนให้หนัก หมายถึงเราต้องให้เวลากับมันให้มาก เพราะเราอยากให้มันเป็นอาชีพที่เราใช้เกษียณจริงจัง  ตอนนั้นก็ลดเวลาทำงานมาเหลือประมาณ 5 วัน จะมีวันพัก ซึ่งก็จะเป็นวันที่เราเอาพอร์ตของอสังหาฯ ที่ซื้อทั้งหมดมานั่งดู มารีวิวว่ามันไปถึงไหน แล้วก็ไปเดินดูโครงการ  ไปเดินดูตามซอกซอยบ้าง

 

ความง่ายในการลงทุนของนักลงทุนยุคนี้
อย่างที่บอกว่าข้อมูลสมัยนี้มีเยอะมาก  บริษัททุกที่ก็ทำการตลาดออนไลน์เยอะมาก รีวิวก็ค่อนข้างละเอียด ในเว็บไซต์มีผังของโครงการ คลิกเข้าไปรายห้อง เห็นแผนผังหมดเลยว่าเป็นยังไง สามารถดูห้องตัวอย่างแบบ 360 องศาได้ แต่ละชั้น แต่ละมุม โครงการจะถ่ายโดรนให้เราดู ฉะนั้นเราจะเห็นเลยว่า ถ้าเราซื้อชั้น 10 วิวแม่น้ำประมาณไหน ชั้น 20 เห็นประมาณไหน แล้วเห็นอะไร สิ่งเหล่านี้เป็นตัวช่วยมากๆ เลย ทำให้เราไม่ต้องไปดูที่โครงการเอง เราจะเห็นภาพคร่าวๆ เลยว่าเป็นยังไง

ส่วนตำแหน่งโลเคชั่น เราก็ดูได้จาก Google Map  ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างอัพเดตให้เห็นเลยว่า  สิ่งแวดล้อมเป็นยังไง
แล้วเว็บไซต์ต่างๆ  ก็มีการแข่งขันสูงขึ้น ถ้าเราสามารถดูข้อมูลจากหลายๆ เว็บมารวมกัน เราก็จะได้ข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งคิดว่าในอนาคตการขับรถไปชมตามห้องตัวอย่างจะมีน้อยลงละ  คนจะหาข้อมูลจากออนไลน์มากขึ้น 

ยุคนี้ทุกอย่างจะเร็วขึ้น ทุกคนจะมีข้อมูลแน่นขึ้น 

ดังนั้น เราก็ต้องเก่งมากขึ้นในการดูข้อมูลให้ขาด

การที่เราจะดูข้อมูลและวิเคราะห์ได้ขาด เราก็ต้องมีพื้นฐานที่ถูกต้อง ได้ข้อมูลที่มากพอก่อนการตัดสินใจ ไม่เชื่อคำโฆษณา และหลังการลงทุนทุกครั้ง เราต้องประเมินตัวเองว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก   แล้วเก็บเอาประสบการณ์เหล่านี้มาใช้ในการเปรียบเทียบ เราจะรู้เลยว่าครั้งต่อไปเราควรลงทุนอะไรและแบบไหน

สำหรับการ Management ก็ง่ายขึ้นมาก อย่างเมื่อก่อนเวลาจะปล่อยเช่า หรือเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องโทร. หานิติฯ เดี๋ยวนี้นิติบุคคล มีแอป ให้เราแจ้งได้เลย ของอะไรเสีย ของอะไรซ่อม   

อย่างเวลาจะหาเอเยนต์  หาลูกค้า ก็ประกาศทาง Facebook ทาง Line  กับลูกค้าก็ใช้ Line Group ในการบริหาร การโอนเงินค่าเช่า โอนมัดจำก็ง่าย ไม่ต้องรอไปธนาคาร เช็กได้ว่าลูกค้าคนไหนโอนหรือยัง    แล้วก็มีการใช้ Digital Door Lock เซ็ตรหัสได้ สำหรับให้แขกเข้าไป ให้แม่บ้านเข้าไป หรือให้เอเยนต์เข้าไป

หรืออย่างเราทำธุรกิจตกแต่งภายใน  เรา Facebook Live ให้ลูกค้าดูเลย เพราะเขาก็รัก ก็หวงห้อง  แต่ไม่มีเวลามาดู เขาก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราทำอะไรกับห้องเขา ฉะนั้นตอนที่เราตกแต่ง เรา Live ให้เขาดูเลย  หรืออย่างเอเยนต์อยากดูห้อง เมื่อก่อนก็ขอดูรูป เดี๋ยวนี้เราถ่าย VDO ส่งให้ผู้เช่าดูได้เลยว่าชอบหรือเปล่า  เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยได้มากเลย ในการทำให้ชีวิตของการลงทุนดีขึ้น

 

เคล็ดลับดูแลพอร์ตการลงทุนให้แข็งแรง
หลังจากลงทุน เราต้องหมั่นตรวจเช็กการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ แต่ละคอนโดฯ  เราต้องเช็กว่ามันยังโอเคอยู่หรือเปล่า อัตราการเช่ายังดีอยู่หรือเปล่า ยังมีประชากร มีคนสนใจย้ายเข้ามาอยู่ในทำเลนี้ ราคาจะขึ้นต่อไปหรือเปล่า ตึกของเรา อนาคตอันสั้นจะเริ่มโทรมแล้วหรือเปล่า  ยังควรจะถือเอาไว้หรือเปล่า เป็นการประเมินการลงทุน  ซึ่งควรประเมินอย่างน้อยปีละครั้ง เนื่องจาก

  1. เพื่อดูว่าตอนนี้ดอกเบี้ยในการกู้สินเชื่อปรับเป็นเท่าไร เพื่อดูว่าเมื่อเรตค่าเช่ามาลบด้วยเรทดอกเบี้ย เรายังเหลือ Gap ในมือแค่ไหน
  2. เพื่อดูว่าเงินค่าเช่า กับเงินผ่อนแบงค์ ยังเกื้อกูลกันได้หรือเปล่า
  3. เพื่อดูว่าเราอยู่ที่นี่เราได้ผู้เช่าที่ดีหรือเปล่า เราคัดผู้เช่าได้ไหม หรือหาผู้เช่ายากเหลือเกิน
  4. เพื่อดูการจัดการของตึกว่านิติบุคคลจัดการให้เราได้ดีแค่ไหน ทุกอย่างยังดูเนี้ยบกริบ ยังดูสภาพใหม่ หรือว่ามันโทรมเร็วจังเลย
  5. เพื่อดูการประเมินของแบงค์ว่าที่ดินคอนโดฯ ใหม่ๆ ในย่านนั้นมันสูงขึ้นหรือเปล่า ถ้าสูงขึ้นแล้วตึกเราดี แนวโน้มของเราก็ควรจะสูงขึ้น ซึ่งถ้าเราเช็กแล้วไม่ดี ซัพพลายคอนโดฯ ใหม่ๆ ขึ้นเยอะมาก แล้วก็ขายไม่ค่อยออก ราคาเริ่มแข่งกันลด เราอาจจะต้องถอยทัพกลับไปซื้อที่อื่น

 

เป้าหมายและก้าวต่อไปในการลงทุนของ “หมอแม็กซ์”
แน่นอนคือการสร้าง Passive Income ได้เก็บค่าเช่าอสังหาฯ  ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วค่าที่ดินจะขึ้นปีละอย่างน้อยประมาณ 7-10%  อยู่แล้ว  แปลว่า ในอนาคตถ้าสินทรัพย์เรามาก ราคาที่ดินเราขึ้น พอร์ตของเราควรจะมีมูลค่ามากขึ้น ฉะนั้นถ้าเราค่อยๆ เก็บไปเรื่อยๆ  เราแบ่งส่วนหนึ่งจากเงินเดือนเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ ที่เป็นอสังหาฯ มันจะเติบโตด้วยค่าเช่าเอง และมูลค่า Capital Gain ระยะยาว มันควรจะดีขึ้นทุกๆ ปี

และส่วนตัว ก็อยากจะเล่นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น  แล้วตอนนี้มีบริษัทตกแต่งภายใน ก็อยากจะปรับปรุงคอนโดฯ เก่า หรือบ้านเก่า ซึ่งจะช่วยได้ทั้งทำให้เมืองดีขึ้น เกิดพอร์ตทำกำไร โดยที่ไม่ต้องเก็งกำไรใบจอง ซึ่งอาจทำให้ตลาดฟองสบู่  ซึ่งตอนนี้ก็น่าสนใจ เพราะคอนโดฯ ที่บูมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็จะเริ่มมีอายุมากขึ้น ก็ถึงเวลาที่น่าจะต้อง Renovate ส่วนในการลงทุนใหม่ๆ  ถ้ามีโอกาสก็อาจขยับจากคอนโดฯ  ไปเป็นทาวน์เฮ้าส์ ที่ดิน หรือบ้านมากขึ้น

 

ที่มาบทความ :

https://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=1506

Share this item