Home / Youinspire / หากอยากมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ต้องมี 7 ปรัชญานี้ !

Back

หากอยากมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ต้องมี 7 ปรัชญานี้ !

3 months ago

ทุกคนล้วนอยากประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จเรื่องความสัมพันธ์  มีรูปร่างอย่างที่ฝัน  หรือสำเร็จในเรื่องธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำให้เราท้อคือเส้นทางที่ต้องมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จนั้นดูยาวไกลไม่มีวันจบสิ้น  แต่นั่นก็ยังไม่หนักหนาเท่าศัตรูตัวร้ายที่สุด  บ่อยครั้งขณะมุ่งหน้าไปบนเส้นทางของเราเองนั้น  เรากลับหยุดการพัฒนาตัวเองไปซะอย่างนั้น  ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้  นั่นเพราะเราไม่ได้พัฒนาปรัชญาส่วนตัวที่จำเป็นต้องมีหากอยากที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต

 

นี่คือ 7 ปรัชญาส่วนตัวที่ต้องมีหากอยากมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ  โดยถอดบทเรียนมาจากคำสอนของ  Tony Robbins  นักเขียนและนักพูดชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเอง

 

1. หมั่นแสดงพลังเฉพาะตัวเสมอ ๆ

พลังเฉพาะตัว หรืออำนาจส่วนบุคคล (Personal  Power) หมายถึงลักษณะเฉพาะตัวที่สามารถมีอิทธิพลต่อคนอื่น ทำให้คนอื่นทำหรือเห็นคล้อยตามได้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเรื่องการทำธุร กิจ แต่อะไรล่ะที่มาปิดกั้นการพลังนั้นของเรา  คำตอบที่ชัดเจนสุดๆ คือ ความกลัว

และความกลัวอันดับต้นเลยก็คือความกลัวที่จะล้มเหลว  ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เราต้องทำความตกลงกับตัวเองก่อนคือการสร้างวินัยให้กับระบบความคิดของเราเอง ด้วยการตระหนักว่าไม่มีอะไรที่เป็นความล้มเหลว  มีก็แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมา  ทำให้ตัวเองเชื่อว่าคุณไม่เคยล้มเหลวในชีวิต  คุณประสบความสำเร็จเสมอ    คุณประสบความสำเร็จกับผลที่ออกมาแล้วบางส่วน  แต่กุญแจสำคัญคือแล้วเราต้องทำอะไรกับผลลัพธ์เหล่านั้น

ลองคิดดูดีๆ  ว่าจะมีสักกี่คนที่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายได้ตลอดเวลา    บอกเลยว่าน้อยกว่าที่จินตนาการไว้มาก  แต่ถ้าถามว่ามีสักกี่คนที่เห็นผลลัพธ์จากการลงมือทำ ฟันธงว่าพวกเราทุกคนทำได้ทั้งหมด มีคำคมจากนักพูดที่มีชื่อเสียงหลายคน ไม่ว่าจะเป็น  Zig Ziglar, Jim Rohn, Tony Robbins และอีกหลายๆ คน ที่มักพูดบ่อยๆ ว่า 

“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กำหนดความเป็นคุณ
แต่สิ่งที่คุณทำต่างหากที่ทำให้มันเกิดขึ้น”

ความหมายระหว่างบรรทัดของมันก็คือ  จะมีสักกี่คนที่รู้สึกดีกับความล้มเหลว จะมีสักกี่คนรู้สึกดีเกี่ยวกับการเรียนรู้  ดังนั้นหนทางสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่าจะประสบความสำเร็จนับจากนี้ ไป คือการตระหนักว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าล้มเหลว  ทว่าคุณสามารถพัฒนาตัวเองโดยการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก  เพราะความล้มเหลว หรือ  ‘F.A.I.L’ นั้น แท้ที่จริงมีที่มาจาก  ‘First Attempt In Learning’  ความพยายามเบื้องแรกที่ต้องเรียนรู้

 

2. รับผิดชอบต่อโลกที่เราอยู่

มีความเชื่อหนึ่งในโลกใบนี้ว่า  ตัวเราคือเสียงสะท้อนอันสมบูรณ์  ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของตัวเราเองทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจ  สิ่งที่คิดคือสิ่งที่เป็น  เมื่อคุณคิดอะไรคุณก็กลายเป็นแบบนั้น  ความเชื่อเช่นนี้คือกฎแห่งการดึงดูดนั่นเอง  

บางทีคุณอาจไม่ได้เชื่อในแนวคิดนี้   มันอาจเป็นเรื่องยากในลำดับต้นๆ เลยที่จะยอมรับ  แต่ขอลองอธิบายให้เข้าใจดูก่อนนะ กล่าวคือถ้าคุณไม่รับผิดชอบต่อโลกที่คุณอยู่  และวันหนึ่งคุณเจอปัญหา  แล้วใครล่ะจะมีพลังมากพอที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง  

เมื่อไรที่คุณเริ่มตระหนักว่ามีปัญหาอยู่ในโลกใบนี้ที่คุณต้องร่วมรับผิดชอบ คุณก็จะมีพลัง  และพลังนั้นน่ะจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ความเชื่อเช่นนี้จะมอบอำนาจให้คุณเชื่อว่าคุณสามารถพลิกสถานะชีวิตของตัวเองได้ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

  

3. ฝึกฝนและท้าทายตัวเองเสมอ ๆ

ในการเป็นคนที่ต้องการการเติบโต ย่อมจำเป็นที่จะต้องมีทั้งการฝึกฝนและท้าทายตัวเองบนรากฐานที่สอดคล้องไปด้วยกัน  ลองพาตัวเองเข้าอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกลำบากใจบ้างเพื่อให้กล้าที่จะก้าวออกมาจากคอมฟอร์ตโซน และเมื่อนั้นสิ่งมหัศจรรย์ก็จะบังเกิดขึ้น  เมื่อไรคุณพาตัวเองไปอยู่ตรงจุดนั้นได้  คุณก็จะตระหนักได้ว่าคุณสามารถทำได้และต้องทำด้วย    พฤติกรรมมนุษย์เรามักสามารถสร้างเรื่องมหัศจรรย์ได้เสมอเวลาพาตัวเองไปถึงจุดที่สามารถทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้ 

ไม่เชื่อลองเช็กตัวเองกับเรื่องเหล่านี้สิ  กี่ครั้งแล้วที่เดดไลน์มาจ่อรออยู่ต้องทำงานแบบลืมตายจนเสร็จลุล่วงในที่สุด  เพราะบางครั้งบางคนก็ทำอะไรได้ดีภายใต้สถานการณ์กดดัน   และด้วยการรู้จักยืดหยุ่น เราก็จะได้พัฒนาตัวเอง เราจะก้าวหน้า และเมื่อไรที่เราทำได้สำเร็จ  เราก็จะตระหนักว่าไม่ใช่ความสามารถในตัวเราหรอกที่ทำให้เราถดถอยล่าช้า   แต่เป็นความคิดของเราต่างหาก มีอยู่หลายวิธีด้วยกันที่จะใช้ฝึกตัวเอง

  • สัญญากับตัวเองว่าจะทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเกินกว่าความสามารถของตัวเราเองในตอนนี้
  • สัญญากับสาธารณชน โดยการป่าวประกาศให้คนสำคัญในชีวิตคุณได้รู้เพื่อเขาจะได้ช่วยตรวจสอบว่าคุณทำได้จริงมั้ย
  • เลือกโมเดลบางคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว และเป็นคนที่เจ๋งกว่าเรามากแล้วถอดแบบความสำเร็จของเขาออกมา
  • ลงมือทำตามสเต็ปที่วางไว้ ถ้ายังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ก็ลองคิดซะว่าคุณรู้ ประมาณว่า “ถ้าฉันรู้ว่าต้องทำอะไร ฉันก็จะทำอันนี้แหละ” ระบบความคิดนี้จะพาคุณออกจากกรอบจำกัดความเชื่อ  และอนุญาตให้พาตัวเองไปรู้จักขีดความสามารถที่เหลือเชื่อของคนเรา

 

4. ให้ความสำคัญกับความสามารถในส่วนลึกมากกว่าองค์ความรู้

ความสามารถจากจิตใต้สำนึกก็คือการที่คุณทำได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำความเข้าใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ  แค่เดินหน้าลงมือทำ แล้วทุกสิ่งก็ไหลลื่นไปได้เอง   ขณะที่ความเข้าใจในองค์ความรู้คือการที่คุณเข้าใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รู้ว่ามันทำงานอย่างไร และทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น   ซึ่งบ่อยครั้งความรู้เยอะก็ทำให้เราติดแหงกจมอยู่กับมัน  และกลายเป็นขีดจำกัดในการแสดงความสามารถของตัวเอง   แต่การที่คุณไม่มัวสงสัยในความสามารถที่ซ่อนเร้นของตัวเองคือสภาวะที่คุณสามารถทำสิ่งที่ต้องทำได้เลยในทันที   

ในหนังสือ Unlimited Power ของ Tony Robbins ก็ยังบอกไว้เลยว่า

“คุณไม่ต้องมัวศึกษารากของต้นนั้นเพียงเพื่อจะเก็บผลไม้
เก็บผลของมันเพื่อนำมาเลี้ยงชีวิตเราซะตั้งแต่ตอนนี้เลย”

เอาเป็นว่าประเด็นคือในการจะต้องกิจกรรมอะไรสักอย่าง  เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าในการลงมือทำ โดยไม่จำเป็นจะต้องมานั่งทำความเข้าใจรู้สึกในทุกๆ รายละเอียด  เพราะการลงมือทำสร้างพลังได้ล้นเหลือยิ่งกว่าการมัวแต่เรียนจากหนังสือหรือตำรา  

 

5. ทำตามสำนึกดีงามในตัวคุณ

สำนึกดีงามในที่นี้หมายถึงการแสดงออกผ่านความเชื่อของตนเอง   ตราบใดที่คุณเชื่อ สิ่งนั้นย่อมเป็นจริง และยิ่งแน่ใจได้ว่าคุณจะทำในสิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณเชื่อ ความก้าวหน้าจะจับคู่ให้เข้ากับเป้าหมาย  และคุณก็จะพัฒนา ตัวเองไปในทิศทางที่ต้องการและนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้มากขึ้น 

หรือในอีกหนึ่งความหมายก็คือคุณธรรมความดีงาม   ถ้าคนบางคนไม่ได้มีจิตสำนึกที่ดีอยู่ในระบบความคิดความเชื่อของตัวเอง  เขาจะเป็นตัวจริงแน่หรือ  คุณจะอยากไปขอคำแนะนำจากพวกเขา หรือจะอยากซื้อสินค้า ใช้บริการจากธุรกิจของเขามั้ย

 

6. การสื่อสารที่มีความหมายคือการผลตอบสนองที่ได้รับ

หากไม่ได้รับผลตอบกลับในสิ่งที่ปรารถนา  แม้จะลงแรงไปแล้วด้วยความตั้งใจที่ดี  สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ… เปลี่ยน!  จำไว้ว่า โลกนี้เคลื่อนไปได้ด้วยสิ่งกระตุ้นและการตอบสนอง  

ถ้าสิ่งที่คุณสื่อสารออกไปไม่ได้ผล  ขอให้รู้ก่อนว่าไม่ใช่ความผิดของคนฟัง แต่อาจเป็นเพราะท่าทาง  โทนเสียง อวัจนภาษาของคุณเอง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่อาจเป็นตัวการให้เกิดการสื่อสารผิดพลาด   ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือลองเปลี่ยนวิธีสื่อสารใหม่ อาจเลือกใช้คำที่ต่างออกไป ปรับโทนเสียง  หรือเลือกใช้อวัจนภาษา ประกอบ เพราะการสื่อสารคือทุกสิ่งอย่าง ไม่ใช่แค่ความตั้งใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความหมายจริง ๆ

 

7. มุ่งมั่นทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ

แต่แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นอันตรายกับคนอื่นนะ   กฎข้อสุดท้ายนี้สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด  เพราะถ้าเราปรารถนาความสำเร็จในชีวิต ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมุ่งมั่นทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นจริง กุญแจสู่ความสำเร็จในชีวิตคนเราคือ เริ่มต้นจากความสนใจนำไปสู่การลงมือทำอย่างมุ่งมั่นด้วยพลังเฉพาะที่อยู่ในตัวคุณ

 

ที่มา : www.lifehack.org  โดย Adam Dean

 

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

เรียบเรียง : Sasitorn

วนเวียนอยู่กับงานสิ่งพิมพ์และนิตยสารมานานเกินกว่าจะนับด้วยสองมือ เข้าเล่มนั้นออกเล่มนี้ มีแว่บไปทำเว็บฯ บ้าง ทำพ็อกเก็ตบุ๊กก็เคย แต่สุดท้ายมาปักหมุดเป็นฟรีแลนซ์ทำคอนเทนต์ป้อนมันทุกสื่อ เพราะค้นพบแล้วว่างานไม่ประจำนี่แหละที่ทำให้ชีวิตดี๊ดี