Home / Youinspire / “อาชีพ Full Time Trader เหมือนชิล แต่ก็ต้องเทรดแล้วได้ตังค์”
โค้ชเต้ พรหมพงษ์ แสงขำ

Back

“อาชีพ Full Time Trader เหมือนชิล แต่ก็ต้องเทรดแล้วได้ตังค์”
โค้ชเต้ พรหมพงษ์ แสงขำ

3 weeks ago

My Way  My Investment  

ลงทุนหลากสไตล์…รวยได้ทุกสายอาชีพ # 7

===============

อาชีพ :   Full Time Trader 

===============

“อาชีพ Full Time Trader เหมือนชิล แต่ก็ต้องเทรดแล้วได้ตังค์”

  โค้ชเต้ –  พรหมพงษ์ แสงขำ

===============

 

กลับมาพบกันอีกครั้งใน  My Way My Investment   EP.7    กับอาชีพที่เหมือนจะใกล้ตัวพวกเราเหล่านักลงทุนกันมากทีเดียว แต่ภาพจำของสังคมที่ทำให้อาชีพนี้ถูกมองเป็นอาชีพที่เป็นงานสบายๆ ชิลๆ  แท้จริงแล้วเป็นอย่างไรแน่?  เรามาเริ่มทำความรู้จักอาชีพนี้ให้มากขึ้น และนำข้อคิด เทคนิคดีๆ จากการลงทุนของเขาไปใช้กันดีกว่า กับ  โค้ชเต้ –  พรหมพงษ์ แสงขำ ในอาชีพ Full Time Trader 

 

 

แนะนำตัวและอาชีพ Full Time Trader

ผมมองทุกอย่างเป็นการเทรดและการลงทุน แปลว่าผมมีอาชีพปัจจุบัน เป็น Full Time Trader เทรด FOREX เทรด TFEX  เทรดหุ้น และออมเงินในกองทุนครับ

 

จุดเริ่มต้นเข้ามาลงทุน

ขอเท้าความไปไกลหน่อยสมัยมัธยมต้น เป็นเด็กที่ไม่เรียนเลยครับ วันๆ คิดแต่ว่ามาให้จบชั่วโมงเพื่อกลับบ้านไปเล่นเกม (หัวเราะ) ทีนี้เกรดเฉลี่ยที่มันออกมาก ผมได้ที่โหล่ของโหล่อีกที เกรดเฉลี่ยผมคือ 0.13 หลังจากนั้นผมถามตัวเองเลยครับ ถ้าทำแบบนี้แล้วตก ต้องทำยังไงแล้วผ่าน เทอมต่อไปลองทำตรงกันข้ามครับ เกรดเฉลี่ยขึ้นมาเป็น 2.5 ได้ ก็เออเห้ย! ทำได้แล้วนี่ แต่นั้นแหละครับเป็นปัญหาของผม คือพอทำได้แล้วก็หยุด โอเคพอแล้ว เราอยากได้แค่เกรด 2.5 ก็ทำแบบนี้จนเรียนจบ พอเข้ามหาวิทยาลัย ผมได้เรียนคณะดนตรี คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลครับ ที่นี่เป็นที่แรกที่ทำให้ผมรู้จักการลงทุน จำได้ว่ามีวิชาการตลาดของอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า นักดนตรีต้องอย่าลืมออมเงินในหุ้น วันนั้นอาจารย์บอกว่าให้ออมเงินในหุ้นโรงพยาบาล ผมเชื่อนะครับ แต่ผมไม่มีเงิน  โรงพยาบาลที่อาจารย์แนะนำในยุคนั้นคือโรงพยาบาลรามคำแหง ราคาตอนนั้นอยู่ที่หลักร้อย ทุกวันนี้สูงสุดที่ผมเห็นอยู่ที่ 4,800

 

จริงๆ แล้ววันนั้นเราได้ฉุกคิดแล้วนะครับ แต่ก็ยังเล่นดนตรีไปเรื่อยๆ ธุรกิจแรกของผมเป็นธุรกิจดนตรี ซึ่งเจ๊งครับ ก็เลยกลับมาเรียน เพื่อให้ข้ออ้างกับตัวเองจะได้ยืดเวลาการทำงานของตัวเองออกไป เพราะที่บ้านผม การศึกษาเป็นอย่างเดียวที่ที่บ้านให้ได้ ผมเรียนปริญญาโทหลักสูตรที่เรียกว่า ผู้ประกอบการและนวัตกรรม ที่มหิดล  ที่นี่ทำให้ผมรู้จักการลงทุนในหุ้น และมันเหมาะกับเรา แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มลงทุนนะครับ สุดท้ายไปทำงานที่นึงก่อน เป็นบริษัททำงานเกี่ยวข้องกับรัฐบาล พอไปทำ เจ้านายผมครับ แค่ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ระหว่างไฟลท์บินจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ พอร์ตเขาโตได้เลย 100% วันนั้นเป็นวันที่ผมตอบเลยว่า TFEX คือการลงทุนที่จะตอบโจทย์ชีวิตของผมได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มต้นลงทุนTFEX และทำงานประจำไปพร้อมๆ กัน คือทำงานเก็บเงิน แล้วมาลงทุน

หลังจากนั้นมีช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 โรงงานคุณพ่อเกิดปัญหา ก็เลยต้องออกมาช่วยที่บ้าน ทำกับที่บ้านอยู่ประมาณ 4 ปี  ปัญหาคือผมเร่ง ผมรีบ ผมมองอย่างเดียวว่า อยากให้ธุรกิจของที่บ้านเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ลืมไปว่าเราคนเดียวทำไม่ได้ เราเร่งเรารีบอยู่คนเดียว คนอื่นไม่ได้ชอบ คุณพ่อกับผมคิดไม่เหมือนกันเพราะเป็นคนคนละยุค เป็นจุดที่ทำให้ผมออกมาเป็น Full Time Trader ครับ

 

====================

คำว่า Full Time Trader  คือคุณเทรดตลอดเวลา   

ถ้าไม่ได้เทรด คือไม่ได้ตังค์

====================

 

ทำงานมาหลายอาชีพมาก แต่ละงานมีจุดเด่น &ข้อจำกัดยังไง?

และสอนอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่ลักษณะงานที่ผมทำ จะเป็นเซลส์หรือมาร์เกตติ้ง และการพบเจอผู้คน สิ่งที่ผมเจอจะได้เรียนรู้ คือผมชอบที่จะเข้าไปคุยกับคนและแก้ปัญหาให้เขา ทุกอาชีพสอนผมได้อย่างหนึ่งเหมือนๆ กัน คือการเป็นอาชีพนั้นที่ดี เช่น ผมเป็นเซลส์ การเป็นเซลส์ที่ดีคือไม่โกงลูกค้า ไม่คิดราคาแพงเกินไป ไม่เอาของคู่แข่งไปขาย นั่นคือการเป็นเซลส์ที่ดี แล้วถ้าเราเป็นเซลส์ที่ดีแล้ว เดี๋ยวทุกอย่างจะตามมา ทั้งของ ทั้งลูกค้า คุณจะได้มาตามเอง และจะเป็นไปตามเป้าเสมอ อันนี้คือในมุมผมครับ อีกข้อที่ได้เรียนรู้คือเรื่องอารมณ์ ทำงานกับเจ้านายเป็นคนนอก ทุกๆ วันเราทำในสิ่งที่เป็นไปตามแผนหมด ในขณะที่มาทำงานกับที่บ้าน เราเร่ง เรารีบทุกวัน ตอนนอนฝันอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมันเป็นจริงไม่ได้เพราะเราไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เราแค่ฝันไปครับ  อาชีพสุดท้ายผมเป็น Full Time Trader เริ่มเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มันสอนอะไรผมเยอะนะครับ มีช่วงที่ผมไม่ได้กำไร 4-5 เดือนติดๆ กัน ถ้าผมไม่ได้วางแพลนแต่แรก และมีเงินมากพอ ผมคงต้องเครียดมากแน่ๆ แต่แน่นอนครับ ผมรอดเพราะผมวางล่วงหน้าเป็นปีๆ กับการที่ผมจะออกมาเทรดอย่างเดียว ผมต้องเตรียมอะไรบ้าง ออมเท่าไร  ที่จะบอกก็คือ ชั่งน้ำหนักดีๆ อะไรที่คุณจะเสีย และอะไรที่คุณจะได้

 

 

ขยายความอาชีพ  Full Time Trader  คืออะไร  วันๆ ยุ่งมากไหม มีเวลาว่างนั่งชิลมากเหมือนอย่างที่บางคนเข้าใจไหม?
เป็นสิ่งที่ทุกคนชอบคิดว่า  Full Time Trader  คือคนที่ไปนั่งร้านกาแฟดีๆ นั่งสบายๆ นั่งเทรดชิลๆ จริงๆ ก็คงมีแบบนั้นได้บ้าง แต่เข้าใจใช่ไหมครับ Full Time Trader คือคุณต้องเทรดแล้วได้ตังค์ ถ้าไม่ได้เทรดคือไม่ได้ตังค์ แปลว่าถ้าคุณชิลอยู่ คุณไม่ได้เทรด คุณก็ไม่ได้ตังค์ ภาพที่สื่อมองในสังคม Full Time คือสบาย แต่ลองคิดภาพตามนะครับ สมัยผมไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ผมต้องแบกโน้ตบุ๊กไปด้วย เช็กตลาดอยู่ตลอดเวลา เพราะผมไม่อยากพลาดสัญญาณที่ดี ต้องตามติดตลอด มันเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ได้เห็น แต่ผมต้องทำครับ คำว่า Full Time Trader  คือคุณเทรดตลอดเวลา คุณต้องคิดถึงการลงทุนตลอดเวลา ถ้าตลาดใดตลาดหนึ่งไม่ดี คุณต้องพร้อมที่จะโยกเงินไปได้ตลอดเวลา แปลว่าคุณต้องตามติดและคิดตามอยู่ตลอดครับ

====================

“จะเป็น Full Time Trader 

ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ

อะไรที่คุณจะเสีย และอะไรที่คุณจะได้” 

====================

 

จุดแข็ง VS จุดอ่อนของอาชีพนี้  Full Time Trader
ข้อดี คือเวลามันยืดหยุ่นมากกว่าคนอื่นมากจริงๆ แต่ต้องย้ำว่า ถ้าคุณไม่เทรด คุณไม่ได้ตังค์นะครับ ทำอาชีพนี้ต้องจัดการและวางแพลนชีวิตตัวเองให้แน่นอน ถ้าในหน้าสื่อ หรือ Facebook ต่างๆ คุณจะเห็น  Full Time ไปเที่ยวต่างประเทศ ลงรูปชีวิตดีๆ ผมก็เคยไปเที่ยวต่างประเทศและลงรูปแบบนั้นครับ มันคือเบื้องหน้า แต่เบื้องหลังคือผมแบกโน้ตบุ๊ก  และเข้าดูตลาดเช้า กลางวัน  เย็น เพื่อเทรด TFEX  ผมไม่อยากพลาดสัญญาณที่ดีแม้แต่สัญญาณเดียว ซึ่งถ้าตอนนั้นผมไม่ได้ทำแบบนั้นคงพลาดโอกาสที่จะได้กำไรรอบใหญ่ นั่นหมายความว่าผมต้องตามติดกับตลาด ผมเชื่อว่าที่เพื่อนๆ เห็นมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่คนทำ Full Time มีเวลา และมีความสุขในช่วงเวลานั้นๆ ถ้าได้โอกาสลองมาคุยกับ Full Time จริงๆ จะรู้ว่าลึกๆ แล้ว Full Time ทำงานหนักนะครับ ผมหยุดไม่ได้ ในทุกๆ วันกลับมาต้องบันทึกต้องจด อะไรคือข้อดี หรือข้อผิดพลาดของการเทรดวันนี้ เหมือนต้องจดไดอารี่ทุกวันเพื่อให้มีข้อมูลวิเคราะห์ว่าทำไมถึงผิดพลาด จริงๆ ผมว่าทุกอาชีพมันหนัก คุณอาจจะแค่เห็นด้านที่เขาสำเร็จแล้ว แต่อย่าลืมว่าระหว่างทางมันไม่มีใครมาบอกว่าจริงๆ มันยากลำบาก ที่ต้องตั้งคำถามคือ ถามตัวเองครับว่าจริงๆ แล้วคุณชอบการเทรดไหม? ถ้าชอบก็ทำครับ แต่ถ้าทำแล้วไม่ได้ ก็คือได้ทำ ซึ่งยังไงมันจะเกิดผลดีกับตัวคุณเองแน่ๆ ครับ

ข้อเสีย คือต้องมีเงินลงทุนมากพอ ถ้ามาบอกผมว่า ผมเป็นเด็กจบใหม่ ปริญญาตรี มีเงิน 50,000 บ้าน ถ้าจะเป็น Full Time ผมไล่ไปหาเงินก่อนเลยครับ ไปหาเงินมาสัก 500,000 ก็ได้ เทรดจริงๆ อาจจะแค่ 1-2 แสน แต่ต้องมีเงินสำรอง 2-3 แสนเก็บไว้ใช้ แบบนี้ถึงจะไม่เครียดครับ ซึ่งความเครียดนี่แหละครับเป็นข้อเสียหลัก ที่จะเกิดขึ้นและสะสมโดยที่คุณไม่รู้ตัว ถ้าคุณเคยได้กำไรมาทุกเดือนติดต่อกัน 1 ปี แต่ในวันที่กำไรมันไม่มา เดือนที่ 1 ไม่ได้  เดือน  2 ไม่ได้  เดือน 3 ไม่ได้ ความเครียดเดือนที่ 1 กับเดือนที่ 3 มันต่างกันมากนะครับ แล้วถ้าเดือนที่ 6 ล่ะ ซึ่งมันส่งผลต่อการตัดสินใจและเราไม่มีทางรู้ว่ามันจะแย่แค่ไหน และอีกข้อหนึ่งเลยที่คุณจะเสียคือความเป็นตัวตนของคุณเอง มนุษย์คือสัตว์สังคม ต้องมีพื้นที่ของตัวเอง มีโซเชียล มีสภาพแวดล้อม แต่ถ้าเป็น Full Time คุณจะอยู่หน้าจอเทรดตลอดเวลา และบางครั้งคุณจะมีเวลาเยอะเกินไป ซึ่งทำให้จิตตก ต้องไปหาอะไรทำนะครับ ผมเองก็ต้องไปสอนไปบรรยาย ไปเจอคน เพื่อรักษาสภาพจิตใจให้ดีขึ้น

 

ช่วงแรกๆ เจออุปสรรคเยอะไหม  ปัญหาที่พบบ่อยๆ ตอนซื้อขายใหม่ๆ คืออะไร?
ครั้งแรกที่เริ่มต้นคือเริ่มต้นเล่น TFEX แล้วเสียตังค์เลย ครั้งแรกที่ได้ยินคือ มันแทงขึ้นกับแทงลงครับ ผมก็ทำแค่นั้นเลย ตั้งเป็นเป็นสถิติเล่นๆ ว่า ถ้าวันนี้เล่นขึ้น พรุ่งนี้จะเล่นลง เล่าเป็นเรื่องตลกนะครับ ผ่านไปสองอาทิตย์ ปรากฏว่าดันกำไรขึ้นมา 40% แต่หลังจากนั้นเจ๊งครับ หมดตัว ก็ต้องเริ่มใหม่แล้วครับเพราะว่าเจอปัญหา ผมอยากให้ทุกคนคิดแบบนี้นะครับ  เวลาเจอปัญหาไม่ว่าทำอะไร หรือแม้กระทั่งการเทรดที่ขาดทุน ก็คือทำยังไงถึงจะไม่เป็นแบบนี้อีก   และคนที่กำไรเขาเป็นใคร  ตัวผมคิดแบบนี้ ผมก็เลยเริ่มศึกษาและเรียนคอร์ส ยุคก่อนคอร์สฟรีแบบตอนนี้ไม่ค่อยมีนะครับ ต้องหาเอง เรียนกับฝรั่งบ้าง คนไทยบ้าง แพงแค่ไหนก็ต้องเรียน ควรไปเรียนรู้มาก่อนแล้วค่อยมาเลือกว่าอะไรที่เราเรียนรู้มาแล้วเราอยากทำ ถ้าเกิดว่าไปเรียนอย่างหนึ่งแล้วมาใช้เลยนี่ ผมว่าเดี๋ยวมันจะพังเอานะครับ ไปเรียนมาเยอะๆ แล้วเลือกแบบที่ชอบในการลงทุนดีกว่าครับ

 

ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในการลงทุนคืออะไร และผ่านมาได้เพราะอะไร?
ความผิดพลาดจากการลงทุนของผม มีทั้งหมด 3 ครั้งครับ  2 ครั้งจาก TFEX แล้วอีกครั้งกับ FOREX ต้องบอกก่อนว่าครั้งที่ร้ายแรงที่สุด เป็นครั้งที่ผมมีระบบเทรดที่ดีและมีวิธีการ มีความมั่นใจ มีกำไร และมีเงิน ดูเหมือนจะดีทุกๆ อย่าง แต่ทำไมล่ะ? เพราะครั้งนั้นผมมีความโลภและความหลง ผมหลงตัวเอง และเที่ยวด่าคนอื่นไปทั่วว่าผมเก่งกว่า ระบบผมดีกว่า ทำให้ผมมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ และเริ่ม Overtrade โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่แย่กว่าการ Overtrade คือรู้ทั้งรู้ว่า Overtrade แต่ก็ทำ ตอนนั้นคือเงินหลักล้านเหลือไม่ถึงแสน เพราะเหตุการณ์นี้ มันคืออีโก้และอารมณ์ล้วนเลยครับ ถ้าเราทำกำไรได้มันก็เพียงแค่การทำกำไรแต่ละครั้งอย่าไปอวยว่าตัวเองเก่ง เดี๋ยวกำไรมันก็ขาดทุน เดี๋ยวขาดทุนมันก็กำไรครับ

====================

“ถ้าวันนี้คุณยังไม่กล้า

อีก 10 ปีก็ไม่กล้า 

เงินคุณจะเยอะขึ้น ความกลัวก็มากขึ้นด้วย”

====================

 

จุดที่ทำให้มั่นใจว่า สามารถผันตัวมาเป็น Full Time Trader ได้แล้ว
เริ่มคิดอยากเป็น  Full Time Trader ตอนทำงานกับที่บ้าน ปีที่ 3  เริ่มจากคิดว่าจะมีเงินเท่าไร? วางแผนยังไง? ใช้จ่ายเดือนละเท่าไร? เก็บเดือนละเท่าไร? ออมได้เท่าไร?  สุดท้ายคือมีเงินเป็นหมอนรองไว้ 2 ปี และมีเงินก้อนไว้ลงทุน พอครบแล้วก็ออกเลยครับ ผมเคยคุยกับเพื่อนคนนึงถ้าออกมาแล้วเจ๊ง ก็ยังมีเงินออมอยู่นะ แต่ถ้าออกมาแล้วไม่เจ๊งหมายความมีเงินเพิ่มถูกไหม ก็แค่นี้เลยครับ ถ้าเรามีความเสี่ยงที่เราคุมอยู่ ที่เหลือกำไรเท่าไรไม่รู้ แต่ออกมาทำเพื่อรอกำไร เหมือนการออกทำธุรกิจนึง สมมุติเป็น SME บอกไม่ได้ว่าถ้าทำแล้วจะเจ๊งไหม แต่ออกมาทำก่อนแล้วกัน  

สำหรับการเป็น Full Time Trader  ปีแรกของผม คือเริ่มงานตีสี่ ได้งีบนิดหน่อยช่วงสายๆ และทำงานต่อถึงห้าโมง เป็นแบบนี้อยู่ 1 ปีครับ ไม่เจอใครเลย เพราะอยากรู้ว่าตัวเองจะทำได้จริงๆ ไหม หนักสุดเลยคือมีช่วงที่ดูตลาดวันละ 13 ชม. แต่กำไรที่ได้ ไม่ดีเลยครับถ้าเทียบกับการลงทุนระยะยาว

 

สุดท้าย อยากให้ฝากแง่คิดและหลักปฏิบัติกับนักลงทุนรุ่นใหม่และคนที่ยังไม่เริ่มลงทุน
สำหรับคนที่ยังไม่ลงทุน ถ้าวันนี้คุณยังไม่กล้า อีก 10 ปีก็ไม่กล้าครับ เงินคุณจะเยอะขึ้น ความกลัวก็มากขึ้นด้วย สมมุติว่าวันนี้มีเงิน 100 % ลงทุนแค่ 1 % หรือ 10 % มาทดลอง ถ้าคุณเปลี่ยนเงิน10,000 เป็น15,000  ได้ คุณก็เปลี่ยนเงิน 100,000 เป็น 150,000 ได้เหมือนกัน เอามาลองก่อน มันเหมือนการออกกำลังถ้าไม่โดนจุดก็ไม่ได้ผล หลายคนบอกว่าไม่อยากจ่ายค่าเรียนเพราะว่าแพง ต้องบอกว่า ของดีไม่ฟรี และของฟรีไม่ดีครับ อย่างข้อมูลที่เห็นในอินเทอร์เน็ตเพื่อนๆ คิดว่าเชื่อถือได้แค่ไหนที่บอกว่าวิธีนั้นวิธีนี้ดี วิธีการคือควรไปดูมาตามอินเทอร์เน็ต แล้วมาทดลองพอ มันไม่ดีตัดทิ้ง ถึงเรียกว่าเป็นวิธีที่ใช้ได้ แต่ถ้าอยากเร็วกว่านั้นการจ่ายเงินไปเรียน มันเหมือนคุณซื้อผลการทดลองของคนอื่นที่เขาทำมาแล้ว จากที่ต้องทดลองเอง 5-10 ปี ก็เหมือนเหลือแค่ครึ่งปีครับ สำหรับมือใหม่เลย ที่ต้องทำคือถามตัวเองว่าชอบไหม ถ้าจะลองก็เรา 1-10 % ไปลองเรียนดูก่อนเพราะว่าถ้าไม่ใช่การลงทุนที่เหมาะกับคุณ คุณหยุดได้ตั้งแต่ตอนเรียนแล้วครับ

 

ที่มา : https://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=1686

Share this item