Home / Youinspire / เพราะความหลงใหล ทำให้หุ่นยนต์วาดภาพสัญชาติไทยคว้าที่ 2 จาก 38 ประเทศทั่วโลก !

Back

เพราะความหลงใหล ทำให้หุ่นยนต์วาดภาพสัญชาติไทยคว้าที่ 2 จาก 38 ประเทศทั่วโลก !

2 months ago

เคยได้ยินมาว่า “คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” 

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ วันนี้ ผศ.ดร.เชาวลิต มิตรสันติสุข ได้พาทีมนักศึกษาไทยคว้ารางวัลอันดับ 2 จากจาก 38 ทีมทั่วโลก ที่งาน Robot Art ประเทศอเมริกามาเป็นที่เรียบร้อยเขาผู้ทำทุกอย่างจากความหลงไหลในหุ่นยนต์ที่ยาวนานมากกว่าสิบปี ได้มาให้สัมภาษณ์ไปจนถึงให้คำแนะนำเส้นทางความสำเร็จไว้ที่นี่แล้ว

 

ก่อนอื่นให้อาจารย์แนะนำตัวสักนิดค่ะ

ครับ ผม ผศ.ดร.เชาวลิต มิตรสันติสุข ปัจจุบันมีหน้าที่หลักเป็นอาจารย์สอนภาควิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นผู้ก่อต้องห้องปฏิบัติการ CMIT ด้วย จุดเด่นของหุ่นยนต์ที่เราทำก็คือการช่วยเหลือมนุษย์ ยกตัวอย่างสมัยก่อนหุ่นยนต์จะต้องเน้นความรวดเร็วและแม่นยำ แต่จะมีกล้องครอบเป็นส่วนใหญ่ คืออาจจะยังไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร ซึ่งในอนาคตหุ่นยนต์จะต้องใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้น ผมมองเรื่องความปลอดภัยเป็นอีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญครับ

 

ตัวอาจารย์เองสนใจหุ่นยนต์มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

ผมรู้ตัวเองว่าชอบหุ่นยนต์ก็ตอนปี 2 ประมาณ พ.ศ.2545 มีโอกาสได้เข้าชมรมหุ่นยนต์แล้วก็ชอบมาตลอดทั้งที่จริงก่อนหน้านั้นเลือกเข้าวิศวะเพียงแค่คิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นแล้วเราเรียนไหว อย่างโปรเจกต์จบปริญญาตรีคือการรวมความสามารถตลอดการเรียนทั้ง 3 ปีออกมาใช่มั้ยครับ ผมก็ได้เข้าไปที่ สวทช ได้ทำหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั้งตัวเลย ก็ยิ่งรู้สึกชื่นชอบเข้าไปอีก และผมทำโปรเจกต์จบ 2 ตัวด้วยกัน แต่อีกชิ้นนึงทำที่ประเทศญี่ปุ่นครับ

 

ทำไมถึงได้ทำโปรเจกต์ที่ญี่ปุ่นคะ

เพราะตอนนั้นปี 4 เทอม 2 มีโครงการแลกเปลี่ยนซึ่งเราสามารถกลับมาจบได้พร้อมเพื่อนพอดี ผมก็ไม่ลังเลที่จะไป ผมได้ไปแลกเปลี่ยนที่ มหาวิยาลัยเทคโนโลยีนากาโอกะ ก็เพิ่งจะได้มารู้ถึงขั้นตอนการสร้างหุ่นยนต์จริง ๆ ว่าเป็นอย่างไรก็ตอนนั้น ได้เรียนรู้วิธีการออกแบบของเขา เครื่องมือของเขา ก็เป็นโปรเจกต์จบอีก 1 อันครับ และมันดีมากที่ 2 โปรเจกต์นี้ทำคนเดียวด้วย ซึ่งมันทำให้เราเชี่ยวชาญมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้เรายังได้คอนเนกชั่นที่โน่นอีกด้วย

“การที่เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ มันทำให้เราสร้างสรรค์มันออกมาได้ดี”

มีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น มองเห็นโอกาสหรือความแตกต่างจากบ้านเราอย่างไรบ้าง

คือที่นั่นเขาค่อนข้างพร้อมในด้านเทคโนโลยี คือจบไปมีบริษัทรองรับแน่นอน และตัวบริษัทด้านเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ยินดีสนับสนุนโครงการวิจัยของนักศึกษา จนกลายเป็นจุดแข็งของประเทศเขา และรัฐบาลเองก็สนับสนุนงบประมาณเพียงพอ ผมว่ามันค่อนข้างครบลูปเลย 

อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ เลยคือ Monozukuri คําว่า Mono หมายถึง ส่ิ่งของหรือ ผลิตภัณฑ์ และ คําว่า Zukuri หมายถึง การผลิต การสร้างสรรค์ เป็นเหมือนระบบการเรียนการสอนของเขา ซึ่งผมกำลังพยายามทำให้ที่ผมสอนเป็นแบบนั้นอยู่ครับ คือ การเรียนรู้จากการลองปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะวิจัยอะไรขึ้นมาสักชิ้น เขาจะพยายามประดิษฐ์เครื่องมือและจดบันทึก ในชนิดที่อ่านง่าย ทุกอาทิตย์จะต้องมีรีพอร์ทความคืบหน้าส่งอาจารย์ แต่ละอาทิตย์อาจจะน้อย แต่พอจบหนึ่งปีแล้วมาดูอีกทีคือมันเยอะมากนะครับ และรุ่นต่อ ๆ ไปก็สามารถนำไปต่อยอดได้ง่าย ผลสุดท้ายของการวิจัยนอกจากจะได้ชิ้นงานดี ๆ นักศึกษาเองยังได้พัฒนาตัวเองอีกด้วย ประเทศก็จะได้วิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญออกมาด้วย

อันที่จริงหลังจากที่ได้ไปแลกเปลี่ยนผมก็คิดเลยว่าต้องมาเรียนต่อที่นี่ให้ได้ เรียนตรีจบก็กลับมาทำงานกับสวทช ที่ทำทีวิทยานิพนธ์ ระหว่างนั้นก็หาทุนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ช่วงเริ่มต้นก็ได้ทำหุ่นยนต์ออกกำลังกาย ได้ทำวิจัยร่วมกับบริษัท HITACHI ดูต้นทุน ดูการใช้งาน เพื่อผลิตออกเป็นผลิตภัณฑ์จริง หลังจากนั้นจบปริญญาโท ทำ 3 โปรเจกต์ เลยทำให้ผมได้ซึมซับวัฒนธรรมการเรียนการสอนมาค่อนข้างเยอะ

 

เดี๋ยวนะคะ… 3 โปรเจกต์นี่คือปกติของที่โน่นไหมคะ 

ใช่ครับ ! สไตล์ญี่ปุ่นนี่ปกติคือเข้าห้องแลป 9 โมงเช้า แต่อาจารย์ไปก่อนเราอีก กว่าจะออกจากห้องแล็บก็ 3 ทุ่มกว่า คือเหมือนเกรงใจอาจารย์ด้วย อาจารย์ยังไม่กลับเราก็ไม่เลิกครับ เขาเน้นงานวิจัยกันมากกว่าการเรียนในห้องเรียนเสียอีก ขนาดปิดเทอมห้องแล็บยังเปิดเลยครับ

 

ที่บอกว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุน แล้วเราเป็นต่างชาติเขายังสนับสนุนเราไหม

ผมเรียนต่อเอกอีก 3 ปีโดยใช้ทุนของรัฐบาลที่โน่นครับ ผมยกตัวอย่รางโปรเจกต์ที่ผมทำนะครับ คือปัจจุบันเราส่งข้อมูลกันไปค่อนข้างเยอะ จะเป็นภาพหรือเสียง แต่เรื่องแรงสัมผัสเนี่ย ยังไม่ได้ หุ่นยนต์ของผมก็จะทำหน้าที่นั้นคือ ให้หมอจับส่วนหนึ่ง และหุ่นยนต์อยู่ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์ได้รับรู้แรงที่เกิดขึ้นภายในการผ่าตัด อย่างเช่นว่าตัดเส้นเลือดขาดแล้ว โปรเจกต์นี้ทำให้ผมได้รับทุน JSPS คือทุนหลังจากปริญญาเอก เพื่อพัฒนาโปรเจกต์ต่อ ตอนนั้นเราก็ได้ดูแลนิสิตปริญญาเอก อีก 2 ปี

ซึ่งเงินเดือนที่ได้ เริ่มต้นที่ 360,000 เยน และมีเงินวิจัยแยกให้อีกด้วย ทำให้เรามีทุนซื้ออุปกรณ์ เมื่อได้งบ มันก็ง่ายต่องานวิจัยนี่ก็เพราะรัฐบาลเขามีเงินสนับสนุนครับ หรือแม้แต่ปัจจุบันการที่ไปดูงานต่างประเทศบางครั้งผมยังได้รับการสนับสนุนจากที่โน่นอยู่เลยครับ

 

งานที่ญี่ปุ่นก็ดูไปได้สวยทำไมอาจารย์ถึงเลือกที่จะกลับมาสอนที่ไทยคะ 

บังเอิญว่าตอนนั้นมีสึนามิครับ ที่บ้านเราเขาก็เป็นห่วง และคิดว่าถ้ากลับมาสร้างแล็บแบบที่เราได้เรียนที่ญี่ปุ่นในเมืองไทยได้ก็คงจะดี พอจบทุนปุ้บผมก็หางานตั้งแต่ยังอยู่ที่ญี่ปุ่นเลย จังหวะที่ม.เกษตร รับสมัครพอดี เลยมาลงตัวที่นี่ครับ ปัจจุบันที่ญี่ปุ่นยังเชิญให้ไปพูดอยู่ทุกปีนะครับ

“เรามาสร้างเด็ก…มาพัฒนาคนดีกว่า”

อย่างที่เล่าไปว่าทุน JSPS มันจะได้เงินมาก้อนนึง ผมก็ซื้อแหลกเลยครับ กะว่าเอากลับมาสอนเด็ก ๆ ที่นี่ พอกลับมาไทย ได้รับเมล์ว่า ของที่ผมสั่งเนี่ยส่งมาไทยไม่ได้แล้วนะ เพราะเขายังไม่เปิดขายที่ไทย เท่ากับว่าเงินที่ผมลงไปเป็นล้านเลยนะครับ จมอยู่ที่โน่นหมดเลย

สรุปว่าผมเหมือนกลับมาเริ่มจากศูนย์ ชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์อย่างมอเตอร์ ที่ไทยเรายังไม่มีโรงงานที่ผลิตมอเตอร์เองนะครับ แต่ตอนอยู่ญี่ปุ่นนะครับ สมมติผมทำโปรเจกต์ให้ MITSUBISHI เขาก็จะให้มอเตอร์มาทดลองฟรี ๆ ตลอดการวิจัยเลยครับ ผมเลยต้องซื้อมือสองครับ จากเว็บต่างประเทศ พยายามขอทุนจากรัฐ จากมหาวิทยาลัย อุปสรรคที่เจอคือต้องเสียภาษีอีก 17% ผมก็พยายามต่อรองกับกรมศุลกากร และมีเด็กที่รอใช้ของเพื่อทำวิจัยจบอยู่ สรุปว่าตามขั้นตอนแล้วมันรอไม่ได้เลยจำเป็นต้องจ่ายครับ 

 

เส้นทางค่อนข้างทุลักทุเลเหมือนกันนะคะ อาจารย์มีอะไรเป็นแรงผลักดันคะ

แรงบันดาลใจของผมคือในหลวง รัชกาลที่ ๙ ครับ เพราะพระองค์ทรงทำงานหนักมาทั้งชีวิต และเป็นการทำงานหนักเพื่อคนอื่น เพื่อประชาชน

 

เห็นว่าเพิ่งคว้ารางวัลที่ 2 จาก 38 ประเทศทั่วโลก ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ

ไปแข่งงาน Robot Art ที่อเมริกามาครับ คืองี้ครับ หุ่นยนต์เนี่ย ไม่มีสกิลซึ่งมนุษย์มี แต่มนุษย์นี่ผลงานขึ้นอยู่กับอารมณ์และแรงกายแรงใจ ในขณะที่หุ่นยนต์มีความแม่นยำสูง ผมมองว่างาน craft แต่ละชิ้นมันค่อนข้างใช้เวลานานในการผลิต ถ้าเราบันทึกสิ่งที่มนุษย์ทำเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถทำซ้ำ ๆ ได้มันคงดี เลยเป็นที่มาของที่งานที่ประกวด การใช้งานคือมนุษย์จะเป็นคนวาดภาพและผสมสีให้เกิดชิ้นงานต้นแบบ โดยระบบจะเก็บข้อมูลแรงกระทำที่เกิดจากมนุษย์ทั้งหมด หลังจากนั้นหุ่นยนต์ก็จะสามารถวาดซ้ำอีกกี่ครั้งก็ได้

โดยคะแนน 40% มาจากคนโหวต 60% จากผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาตัดสิน ทุกชิ้นงานนี่ก็เป็นผมวาดเอง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ได้เป็นคนวาดรูปอะไรเท่าไหร่ ถ้าจะให้ดีควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะมาร่วมด้วย แต่สุดท้ายเราก็ได้รางวัลที่ 2 มา จำนวนเงินที่ได้ ถ้าปกติทีมที่อเมริกาก็จะได้เต็ม 100% เลย แต่เรามาจากต่างชาติ ตามกฎจึงต้องบริจาคให้องค์กรไหนก็ได้ในอเมริกา 70% ของเงินรางวัล ก็เหมือนเราได้ทำบุญ ได้แสดงความสามารถ และยังได้ทุนไปพัฒนางานวิจัยเราต่ออีกด้วย

 

หลังจากนี้อาจารย์มีเป้าหมายไว้ว่าอย่างไรบ้างคะ

เป้าหมายคือผมอยากจะสร้างคนครับ อยากสร้างนิสิต ให้มาสนใจด้านนี้กันเยอะขึ้น อย่างที่เลือกแข่งรายการข้างต้นเพราะผมคิดว่าศิลปะน่าจะเข้าถึงคนได้ง่ายด้วยครับ ปัจจุบันผมพยายามสร้างห้องแล็บที่เหมาะแต่การเรียนการวิจัย ตอนนี้มีนิสิตจากญี่ปุ่นติดต่อมาแลกเเปลี่ยนที่แล็บผมด้วย ก็คิดว่าคงจะดูอินเตอร์ขึ้น เด็กไทยเองก็จะรู้สึกว่ามันเจ๋ง ถึงแม้ว่าปัจจุบันนิสิตจะจำนวนลดลง อย่างปีที่แล้วมีจบ 3 คนนะครับ ซึ่งเขาเคยไปแข่งขันของรายการ toyota ปัจจุบันก็ได้เข้าทำงานที่ toyota ได้ทำงานที่ดี ๆ ผมก็ดีใจกับเด็กด้วย

คือประเทศเราเน้นผลิตนักร้องคุณภาพครับ สื่อก็จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับส่วนตรงนี้มากเท่าไหร่ ผมก็เข้าใจนะ แต่ถ้าลองดูของญี่ปุ่นเวลามีข่าวความเปลี่ยนแปลงหรือปัญหาอะไรเกิดขึ้น เขาจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายแสดงเป็นกราฟหรือแผนภาพให้ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย ๆ แม้แต่อย่างทีวีแชมเปี้ยนนี่เป็นต้นแบบของ monosukuri เลยนะ

นอกจากนี้ผมอยากที่จะทำหุ่นยนต์ให้ผ่านมาตรฐานแล้วใช้งานได้จริง ซึ่งมันค่อนข้างยาก อย่างเราทำหุ่นยนต์มาตัวนึงจะส่งไปทดสอบมาตรฐานที่ก็เป็นแสนนะครับ ซึ่งจ่ายแล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะผ่านด้วยนะครับ ความใฝ่ฝันสูงสุดของผมคือหุ่นยนต์ผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีให้ทดสอบในไทย เป็นโจทย์ที่ท้าทายอยู่เหมือนกันครับ

 

อาจารย์มีความเห็นอย่างไรกับการที่หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่มนุษย์คะ

ที่หุ่นยนต์เข้ามาผมมองว่าเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคนะครับ ผมเคยเข้าไปโรงงานทางภาคอีสาน ทั้งโรงงานมีพนักงานอยู่ 3 คนเองครับ มีหน้าที่เขียนโปรแกรม พอเขียนโปรแกรมเสร็จ ที่เหลือก็ให้หุ่นยนต์ทำซ้ำ ผมมองว่าโรบอทเป็นเพียงเครื่องมืออย่างนึงที่ช่วยให้มนุษย์สะดวกสบายขึ้นนะครับ แรงงานเหล่านั้นก็อาจจะต้องหาอาชีพใหม่ ไม่ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีให้ได้ ดังนั้นก็ต้องพยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ครับ

 

อยากฝากถึงคนที่เข้ามาอ่าน

จุดสำคัญผมจะบอกนิสิตเสมอว่า 3 ปีแรกในมหาวิทยาลัยต้องหาทางให้เจอว่าเราชอบอะไร และจะไปทางไหน อาจจะมองจากวิชาที่เราชอบวิชาที่เราถนัดก็ได้ เพราะถ้าเราเจอสิ่งที่ใช่จริงๆ เราจะสามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างไม่เหน็ดไม่เหนื่อยครับ และเมื่อเราทำงานของเราได้ดีเยี่ยม ประเทศก็จะพัฒนาขึ้นได้ในหลาย ๆ ทางครับ

 

Share this item