Home / Youinspire / เมื่อโลกแห่งอนาคตมองหา Co- Living Space
นี่คือเทรนด์ใหม่ของการอยู่อาศัย

Back

เมื่อโลกแห่งอนาคตมองหา Co- Living Space
นี่คือเทรนด์ใหม่ของการอยู่อาศัย

3 months ago

ทางศูนย์วิจัยของ Ikea ได้เก็บข้อมูลจากผู้คน โดยถามว่าพวกเขาต้องการอะไรจากทาง Co-living  (เทรนด์ที่อยู่อาศัยที่มุ่งเน้นรูปแบบการใช้ชีวิตร่วมกัน) และนี่คือคำตอบ

เมื่อการเติบโตของประชากร และการเติบโตของเมืองขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราคาบ้านเองก็สูงขึ้นตาม แต่ในขณะที่พื้นที่ใช้สอยนั้นกลับมีน้อยลง แนวทางนี้จึงเป็นแนวทางของ Co-living สถานที่ที่คุณจะได้อยู่อาศัยในพื้นที่อันกว้างขวาง กับกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาร่วมแบ่งปันสิ่งอำนวยความสะดวกและความน่าหลงใหล  

                                                                                                                                                          ภาพจาก Common

ทำให้บริษัทที่เหมือนกับ Co-living เช่น Common หรือ WeLive พลอยได้ผลประโยชน์ไปด้วย จากการสร้างกลุ่มชุมชนขนาดใหญ่กับพื้นที่ใช้สอยส่วนตัวและพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน

                                                                                                                                                                ภาพจาก WeLive

 

แต่อะไรคือสิ่งที่ผู้คนเหล่านั้นต้องการจากทาง Co-living เขาอยากจะแบ่งปันห้องน้ำ หรืออยากจะแบ่งปันค่าอาหาร แบ่งปันครัว แบ่งปันพื้นที่หย่อนใจ หรือเขาอยากจะอยู่ร่วมกับใครกันแน่

สำหรับบริษัทจัดจำหน่ายชุดเฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีเดนอย่าง  Ikea  การตอบคำถามเหล่านี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจกับลูกค้าถึงความต้องการของพวกเขา เช่น ลูกค้าต้องการเฟอร์นิเจอร์แบบไหนในอนาคต

 ทางศูนย์วิจัยของ Ikea,  Space10 ได้สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเว็บหนึ่งเพื่อทำการเก็บข้อมูล  โดยตั้งชื่อให้มันว่า One Shared Home 2030

 การค้นคว้านี้เริ่มต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2017 มันเป็นเหมือนกับแอปพลิเคชั่นสอบถามถึงความต้องการและรูปแบบของบ้านที่เราอยากจะย้ายเข้าไปอยู่ในปี 2030 ซึ่งทางเว็บไซต์ดังกล่าวก็ได้ถามผู้คนเกี่ยวกับความชอบและความพึงพอใจในโครงการบ้านของ Co-living ด้วย โดยมีคำถามเช่น พื้นที่ส่วนไหนที่อยากให้มีความเป็นส่วนตัว หรือพื้นที่ตรงไหนที่อยากจะให้เป็นที่สาธารณะใช้ร่วมกัน

ข้อสรุปก็ออกมาแล้วจากผู้คนที่ได้ร่วมตอบคำถามมากกว่า 7,000 ครัวเรือนและจาก 147 ประเทศ และผลที่ออกมาก็คือ คนเหล่านั้นไม่ได้ต้องการจะแชร์ห้องน้ำหรือห้องนอนเลย

แต่ถ้าเป็นห้องครัว ที่ทำงาน สวนหย่อม หรืออินเทอร์เน็ตนั้นกลับไม่เป็นไร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ไม่มีบุตร หรือบางทีก็อาจจะเป็นหญิงโสด

หลายคำตอบบอกว่าเขาไม่อยากจะต้องอยู่ร่วมกับพวกวัยรุ่นหรือเด็กอ่อน ปัญหาใหญ่ก็คือ เรื่องของพื้นที่ใช้สอยส่วนตัว พวกเขารู้สึกเป็นกังวลกับการมีปากมีเสียงกับคนอื่น รวมไปถึงวิธีรับมือกับความสกปรกของพวกเขาเหล่านั้น

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุด กลับเป็นข้อมูลที่ทางผู้เข้าร่วมรู้สึกสนใจที่จะอยู่ร่วมกับคนจำนวนระหว่าง 4 ถึง 10 มากกว่า ซึ่งมันเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แตกต่างจากที่ทางบริษัท Co-living ที่เตรียมสร้างตึกสูงระฟ้าที่สามารถจุคนได้เป็นร้อยหลังคาเรือน เช่น แบรนด์ The Collective เองก็มีตึกสูงอยู่ทางด้านตะวันตกของกรุงลอนดอน ซึ่งมีจำนวนเตียงมากถึง 550 เตียง ด้าน WeLive ก็สร้างตึกระฟ้าในเมือง Seattle มีอพาร์ตเมนต์รวมกันราวๆ 384 ห้อง  และในปี 2018 นี้ ทางบริษัท Ollie สัญชาติอเมริกันก็จะเริ่มระบบที่เรียกว่า Co-living house  เช่นเดียวกัน ซึ่งมีห้องโดยรวมราว 470 ในย่านควีนของกรุงนิวยอร์ก

ผลการสำรวจยังแสดงให้เราได้เห็นอีกด้วยว่า เหตุผลหลักที่คนยังเลือกให้ความสนใจกับ Co-living เพราะเขาต้องการสังคม ไม่ได้อยากอยู่ห้องใครห้องมันเหมือนกับการใช้ชีวิตในอพาร์ตเมนต์ที่ผ่านๆ มา และพวกเขาต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ มากกว่าการจะต้องมาแบ่งใช้พื้นที่กับคนแปลกหน้าแบบนี้

ในส่วนของการออกแบบพื้นที่ ผู้คนส่วนใหญ่นั้นจะให้ความสนใจในการตกแต่งพื้นที่ใช้สอยส่วนตัวด้วยตัวเอง แต่จะปล่อยให้เหล่านักออกแบบจัดการกับพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน

นับเป็นโจทย์และเป็นอีกหนึ่งเทรนด์โลกที่กำลังเดินตามเราใกล้ขึ้นทุกทีๆ และแว่วว่าเทรนด์นี้อาจจะกำลังเกิดในบ้านเราเร็วๆ นี้

 

 ที่มา: https://www.fastcodesign.com/

http://www.ollie.co/

https://www.welive.com/PUNKK

Share this item