Home / Youinspire / 10 ความคิดที่ต้องกำจัดทิ้ง เพื่อออกจาก comfort zone

Back

10 ความคิดที่ต้องกำจัดทิ้ง เพื่อออกจาก comfort zone

3 months ago

ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ความสามารถในการออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อก้าวสู่เป้าหมายความสำเร็จ คือสิ่งที่ทำให้คนโดดเด่นแตกต่างจากคนทั่วไป

ลองจินตนาการถึงวงกลมสองวงที่ไม่มีความข้องเกี่ยวกัน วงกลมแรกมีขนาดเล็กและธรรมดา ส่วนอีกวงหนึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและและดูเหนือกว่ามาก

วงกลมวงแรกเป็นตัวแทนของชีวิตที่เรียบง่ายและปลอดภัย เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ปลดปล่อยไปกับการท่องโลกอินเทอร์เน็ต นอนกลิ้งอยู่บนเตียงได้ทั้งวันในช่วงสุดสัปดาห์ และยังสามารถกินช็อกโกแลตยี่ห้อโปรดได้มากเท่าที่ต้องการ  ทั้งหมดนี้คือสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) หากมองเพียงผิวเผิน ชีวิตแบบนี้ช่างสดใส  แต่หากมองลึกลงไปในความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นวังวนที่ไม่สามารถการันตีความแน่นอนอะไรได้เลยนอกจากความน่าเสียดาย

วงกลมวงที่สอง เต็มไปด้วยดินแดนไม่คุ้นเคยที่รอคอยการค้นพบ ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่รอคุณให้เปลี่ยนมันเป็นความจริง และผลลัพธ์ของมันจะเติมเต็มความสุขล้นปรี่จนคุณจะไม่ยอมแลกมันไปกับขนมหวานและหน้าจอโทรทัศน์  นี่คือชีวิตแห่งการผจญภัยออกมานอกพื้นที่ปลอดภัยของคุณ การใช้ชีวิตแบบนี้จะทดสอบความตั้งใจและความมีวินัยของคุณอยู่เสมอ ทุกวันคือการท้าทายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาทักทายคุณอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม รางวัลตอบแทนต่อความกล้าหาญและความทุ่มเทนั้นยิ่งใหญ่และคุ้มค่ากับความพยายามเสมอ

เพื่อให้มีกำลังในการก้าวต่อไปข้างหน้า คุณจะต้องมีความแน่วแน่และไม่สนใจความคิดแง่ลบที่จะขัดขวางความพยายามของคุณในการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย  ต่อไปนี้คือ 10 ความคิดแสนสามัญที่จะคอยขัดขวางไม่ให้คุณก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย ถ้ารู้แล้วก็เปลี่ยนซะ !

 

1. “ฉันไม่เห็นจำเป็นต้องทำเรื่องนี้เลย”

ถ้าหากไม่มีใครคอยกระตุ้นเตือนให้คุณลงมือทำอะไรสักอย่าง ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะรักษาแรงบันดาลใจในการก้าวต่อไปทั้งที่คุณอยากจะล้มเลิกความตั้งใจนี้   ในใจอาจถูกถาโถมด้วยเหตุผลร้อยแปดที่จะล้มเลิกจุดหมายแสนลำบาก แล้วหันไปจ่อมจมกับความสุขแสนสั้นแทน เพียงเพราะว่าคุณไม่ต้องฝ่าฝันอุปสรรค  ความคิดเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้

ดังนั้น เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นในใจ  ขอให้นึกไว้เสมอ  ไม่ว่าจุดมุ่งหมายของคุณคืออะไรก็ตาม คุณไม่สามารถที่จะล้มเลิกระหว่างทางเพียงเพราะความอ่อนไหวทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลายากลำบาก เมื่อสมองของคุณไม่เปิดพื้นที่ให้กับความพยายามย้ำเตือนตัวเองให้ล้มเลิก คุณก็จะรู้สึกดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง  เพราะคุณรู้ดีว่าจะรู้สึกแย่กว่าเดิมแน่นอนในตอนหลัง ถ้าหากรีบยกธงยอมแพ้ซะตั้งแต่ตอนนี้

 

2. “เอาไว้ทำพรุ่งนี้นะ”

บางครั้งมันก็เป็นสิ่งดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้ในตอนนี้  แต่มันจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อคุณลงมือทำในวันพรุ่งนี้แล้วเท่านั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงก็คือผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยลงมือทำ และวันพรุ่งนี้ก็ไม่เคยมาถึง พรุ่งนี้ในวันนี้กลายเป็นวันเลื่อนลอยที่ไม่สามารถระบุได้ในอนาคต อาจจะเป็นสักวันที่มีมนตร์มาดลใจให้คุณรู้สึกพร้อมที่จะลงมือทำได้สักที

สมมติว่าคุณต้องการเริ่มต้นวิ่งให้เป็นกิจวัตร และตัดสินใจที่จะเริ่มลงมือในวันพรุ่งนี้ ถ้าคุณมีความตั้งใจจริง คุณจะเริ่มต้นทำตารางออกกำลังกายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะบอกตัวเองว่าทำไมคุณจึงทำเช่นนี้ และคุณอาจจะทำแม้กระทั่งพกชุดออกกำลังกายติดตัวไปทุกที่  เมื่อนั้นแหละที่ดูเหมือนว่าคุณจะรักษาคำพูดของคุณได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเพียงแค่หลอกตัวเองว่าจะเริ่มลงมือทำในวันพรุ่งนี้เพียงเพราะว่าตอนนี้คุณยังอยากดูวิดีโอยูทูบมากกว่าแล้วล่ะก็ การผัดวันประกันพรุ่งก็จะยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบสิ้น

 

3. “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดในการลงมือทำหรอก”

ข้ออ้างที่ว่า  การเริ่มต้นในตอนนี้ยังไม่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดี  และใช้เวลาไปกับการโน้มน้าวใจตัวเองว่าอีกไม่กี่เดือนจะพร้อม  แต่เมื่อถึงเวลานั้น ก็มักมีข้ออ้างใหม่ ๆ ที่จะยืดเวลาออกไปอีกสัก 2-3 เดือน แทนที่จะเริ่มต้นลงมือวันนี้เหมือนที่เคยคิดไว้  คุณคงมองออกใช่มั้ยว่านี่แหละคือวงจรไม่จบสิ้นของปัญหา  ตราบใดที่คุณมีความเชื่อเช่นนี้ ก็จะไม่มีวันเริ่มต้นได้เลย   ดังนั้นจึงต้องหักดิบก้าวข้ามข้ออ้างมากมาย และก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง  แล้วจะพบว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ไม่มีวันรู้สึกเสียดายเลย

 

4. “ฉันจะเริ่มต้นลงมือทำเมื่อฉันมี…มากกว่านี้”

โดยส่วนตัวแล้ว  “มีเวลามากกว่านี้”  เป็นข้ออ้างที่สมองใช้บ่อยมากที่สุด เมื่อต้องลงมือทำอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย เรามักจะคิดกังวลถึงมันอยู่เสมอ แต่ก็มักจะมีสิ่งอื่น ๆ ที่มาคอยเบี่ยงเบนความสนใจของเราออกไปตลอดเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณตระหนักได้ว่าคุณกำลังใช้ข้ออ้างเหล่านี้อยู่  จงรู้ไว้เลยว่าความจริงแล้วคุณมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการลงมือทำ ถ้าไม่พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นในการลงมือทำ ก็พูดได้เลยว่าสถานการณ์ที่เอื้อต่อการเริ่มต้นแบบนี้จะไม่เข้ามาหาคุณเองโดยบังเอิญเช่นกัน

 

5. “ฉันคงทำสำเร็จแล้ว ถ้าฉันมี…”

อีกหนึ่งความคิดโง่ ๆ ที่แยกคุณออกจากผู้คนมากมายที่ประสบความสำเร็จก็คือการคิดว่าสิ่งดีๆบางอย่างจะเกิดขึ้นระหว่างทาง และมันจะนำพาไปสู่ความสำเร็จ ทั้งที่ในความจริงปัจจัยภายในต่างหากที่จะทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้นได้

แน่นอนว่าบางคนอาจมีจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าคนอื่น แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือการลงมือทำและไม่ย่อท้อหรือเลิกล้มความตั้งใจแม้ว่าจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ของมันในทันที ปัจจัยภายในตัวเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด  ส่วนปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยส่งเสริมหรือเพิ่มเติมเข้ามาเท่านั้น

 

6. “ฉันยังไม่ดีพอที่จะเริ่มต้นลงมือทำหรอก”

ทุกวันนี้เราต่างก็ถูกถาโถมไปด้วยความโดดเด่นของชีวิตของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นป้ายโฆษณา หรือรูปภาพที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามทางอินสตาแกรม  เฟซบุ๊ก หรือวิดีโอ สิ่งที่ถูกแชร์ต่อ ๆ กันมา  ในขณะที่ความจริงที่ไม่งดงามกลับถูกซุกซ่อนเอาไว้  ดังนั้นคุณจึงรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเพียงผู้เดียวที่พบเจอกับสิ่งย่ำแย่ในชีวิต

ผลลัพธ์ท้ายที่สุดคือคุณรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ และเมื่อไรก็ตามที่รู้สึกเช่นนี้ก็เป็นเรื่องยากที่จะผลักความตั้งใจและความเข้มแข็งจากภายในออกมา และมันยังคอยกักคุณไว้ให้อยู่แต่ในคอมฟอร์ตโซตอีกด้วย   ดังนั้น คุณต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งเสียก่อนว่าโซเชียลมีเดียไม่ได้เล่าเรื่องราวที่แท้จริงทุกอย่างออกมาหรอก   สมองของคุณแค่เล่นตลกปั่นหัวคุณอยู่เท่านั้น อย่าไปสนใจมันเลย เพราะสิ่งที่คุณเป็นอยู่ก็ดีพออยู่แล้ว และถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ขอให้หลอกตัวเองไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะเป็นคนที่ดีพอนะ

 

7. “นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ฉันจะผัดวันประกันพรุ่ง”

ทุกครั้งที่คุณหาข้อยกเว้นให้กับตัวเอง เท่ากับคุณทำให้ความพยายามในครั้งต่อไปยากยิ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อเวลาผ่านไป คุณก็จะเริ่มชินกับพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง และมันจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญกับความพยายามใดๆ ก็ตาม  คุณจึงต้องมีสติอยู่เสมอว่าในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด สิ่งที่คุณทำนั้นจะเป็นตัวตัดสินว่าจะรอดหรือจะร่วง เพียงแค่ตัดสินใจแน่วแน่และเริ่มต้นลงมือทำ เท่านี้ก็ทำให้ความพยายามในอนาคตของคุณเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมแล้ว

งานวิจัยชิ้นหนึ่งเปิดเผยว่าคนที่จะพัฒนาตนเองได้มากที่สุดคือคนที่เผชิญหน้ากับความท้าทายทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง คนที่ต้องเจองานที่ยากที่สุดจะเป็นคนที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดเช่นกัน  ดีไนซ์ พาร์ก นักจิตวิทยาได้ทำการวิจัยและค้นพบความจริงที่เด่นชัดว่า ขณะที่คุณอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย คุณอาจอยู่นอกพื้นที่แห่งการพัฒนาตนเองก็ได้

 

8. “พรุ่งนี้ค่อยตั้งใจแล้วกัน แต่วันนี้ฉันขอสนุกก่อนนะ”

คุณจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อคุณเปลี่ยนประโยคข้างบนเป็น “ฉันจะตั้งใจพยายามเพื่อเป้าหมายของฉันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อที่จะได้พบกับความสุขในอนาคต” มันจะเป็นเรื่องไร้สาระมากที่คุณจะเริ่มต้นทำสิ่งที่อยู่นอกคอมฟอร์ตโซน ถ้าคุณยังคงมองความสนุกสนานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด

การเฝ้ารอและได้รับความสุขโดยปราศจากความพยายาม คือแก่นแท้ของการหลบอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ถ้าหากคุณเลือกเส้นทางนี้ พฤติกรรมแย่ ๆ ก็จะฝังรากลึกลงไปในการกระทำของคุณ

 

9. “ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร”

ความไม่รู้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างก็เริ่มต้นจากศูนย์ด้วยกันทั้งนั้น ความรู้ในสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากพรสวรรค์หรือเพราะโชคช่วย แต่เป็นผลมาจากความพยายามและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในโลกปัจจุบันที่มีข้อมูลข่าวสารมากมายให้คุณได้เสาะหาอย่างรวดเร็วและไม่เสียสตางค์ ยังมีวิธีการมากมายที่คุณสามารถหาความรู้และวิธีการแก้ปัญหาใด ๆก็ตามที่คุณมี  และสามารถที่จะเรียนรู้อะไรก็ได้ตามที่ใจของคุณต้องการ  เพราะฉะนั้น อย่าพูดเลยว่าคุณไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แล้วก็ล้มเลิกความตั้งใจไปเลย

 

10. “คนเราเกิดมามีแค่ชีวิตเดียว เพราะฉะนั้นจงสนุกสนานกับมัน”

ความสุขที่แท้จริงจะสามารถพบได้ก็ต่อเมื่ออยู่นอกพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น คุณไม่สามารถได้รับความสุขที่แท้จริงได้เพียงชั่วข้ามคืน เพราะว่ามันมีค่ามากเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นกับใครในเวลาไหนก็ได้ สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คืออ้าแขนรับความวุ่นวายเพื่อที่สุดท้ายมันจะนำพาคุณไปพบกับความสงบสุข

การใช้ชีวิตอยู่ภายในพื้นที่ปลอดภัยดูเหมือนจะทำให้คุณมีความสุขและนั่นเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดที่จะออกจากพื้นที่นี้เลย อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณได้ออกมาพบกับความแปลกใหม่และได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน คุณก็จะพบว่าคุณได้ก้าวข้ามพื้นที่ปลอดภัยของคุณแล้ว การอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยดูเหมือนจะหมายถึงการไม่เสี่ยงกับอะไรเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงที่สุดที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา คุณเสี่ยงกับการเสียเวลาทั้งชีวิตและพลาดที่จะพบกับความสำเร็จแสนหวาน ดังนั้น   อย่าปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองเลย

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

เรียบเรียง : Som-O

ที่มา : www.lifehack.org โดย Oskar Nowik