Home / Youinspire / 10 ปีแห่งจักรวาลมาร์เวล
มาเรียนรู้ความสำเร็จ ตามแบบฉบับ Marvel Studios กันเถอะ

Back

10 ปีแห่งจักรวาลมาร์เวล
มาเรียนรู้ความสำเร็จ ตามแบบฉบับ Marvel Studios กันเถอะ

3 months ago

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แทบทุกปีเราจะจับตาเฝ้ารอหนังจาก MCU – Marvel Cinematic Universe ที่เข้าฉาย นับเป็นความบันเทิง เป็น Pop Culture ที่สร้างรายได้มหาศาลมาตั้งแต่ปี 2008 หลังจากที่โลกเราได้รู้จัก Iron Man มหาประลัยคนเกราะเหล็ก หรือคุณพี่โทนี่ สตาร์ก เป็นครั้งแรก (ไม่นับหนังเก่าๆ ของ Marvel ซึ่งไม่ได้ถูกรวมในจักรวาลแห่งนี้ )

และหลังจากนั้น จักรวาลมาร์เวลก็ทยอยปล่อยซูเปอร์ฮีโร่มาปราบเหล่าร้าย ทั้งยักษ์  ธอร์เทพเจ้าสายฟ้า กัปตันอเมริกา เหล่าสหายพิทักษ์จักรวาล Guardians of the Galaxy แอนท์แมน  ด็อกเตอร์สเตรนจ์ และล่าสุดกับฝ่าบาทเสือดำใน แบล็กแพนเธอร์  

ความชาญฉลาดของประธานบริหาร  เควิน ไฟกี (Kevin Feige) คือเน้นการสร้างแบรนด์ซูเปอร์ฮีโร่อันเป็นปึกแผ่น เชื่อมโยงหนังซูเปอร์ฮีโร่แต่ละเรื่องให้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน และเมื่อนำทุกเรื่องมาเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยง และสะท้อนถึงกันจนหมด

จากสตูดิโอทำหนังที่วางตัวเป็นแค่มือปืนรับจ้าง นำบทภาพยนตร์จาก Comic จัดหานักแสดง และผู้กำกับไปขายให้กับบริษัทภาพยนตร์อย่าง 20th Century Fox หรือ Sony โดยที่ตัวเองรับเพียงค่าลิขสิทธิ์

วันนี้ถึงเวลาแล้วที่มาร์เวล จะปรับแผนธุรกิจขึ้นมาในฐานะสตูดิโอผู้สร้าง สร้างบุคลากร และสร้างเม็ดเงินสะพัดกว่าแสนล้านบาท

 และนี่คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จของ Marvel Cinematic Universe ที่ธุรกิจอื่นๆ ก็เรียนรู้วิธีคิดเหล่านี้ได้

 

มาเรียนรู้ความสำเร็จ ตามแบบฉบับ Marvel Studios กันเถอะ

                                                      เควิน ไฟกี (Kevin Feige)ประธานบริหารมาร์เวล /ภาพ : nl.wikipedia.org

 

1. คุณต้องให้บริษัทของคุณ ได้รวบรวมคนมีพรสวรรค์

มาร์เวล สตูดิโอ ให้ความสำคัญกับคนที่มีพรสวรรค์ และรวมตัวกันเป็นทีม ที่สำคัญคือการวางตำแหน่งให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งฝ่ายขาย ไอที นักออกแบบ การตลาด ไปจนถึงระดับผู้บริหาร

ผู้บริหารอย่าง เควิน ไฟจี เลือกที่จะมองหาคนที่ใช่กับงานที่ใช่ และที่สำคัญคือคาแรกเตอร์ที่ใช่

ก่อนหน้านี้ ทั้งคริส อีวานส์ และ คริส เฮมส์เวิร์ธ แม้จะโลดแล่นในฮอลลีวู้ด แต่ทั้งคู่ไม่ใช่ดาราบิ๊กเนม แต่ผู้บริหาร เควิน ไฟจี มองเห็นพรสวรรค์ในตัวทั้งคู่ และความไม่โดดเด่นที่เคยมีภาพจำมาก่อนนี่ล่ะ เหมาะที่จะสร้างคาแรกเตอร์เป็นหนังแฟรนไชส์ออกมาได้

นี่คือมุมมองการบริหารแบบมาร์เวล…

“คุณต้องมองหาพรสวรรค์ และสิ่งที่คุณต้องการในใจให้เจอ”

 

 

2. คุณต้องฟังทีมของคุณ

มีผู้บริหารหลายคนที่มองภาพรวม และมีผู้บริหารหลายคนที่ลงมามองรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับโลกของมาร์เวล ที่นี่คือการเชื่อใจ อย่างที่วอลต์ ดิสนีย์ (เจ้าของ MCU) เชื่อใจในตัวทีมงานของมาร์เวล และเควิน ไฟจี และเควินเองก็เชื่อใจในทีมผู้กำกับและทีมงานของเขา

ยกตัวอย่างในปี 2008 ก่อนที่เราจะรู้จัก พี่โทนี่ สตาร์ก (ซึ่งภาพลักษณ์ของโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ในตอนนั้นนับเป็นมวยเบอร์รอง และมีอดีตที่ไม่ค่อยน่าจำนัก) ทีมงาน Marvel เชื่อใจในนักแสดง ผู้กำกับเปิดโอกาสให้ดาวนีย์สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ของ Iron Man และโทนี่ สตาร์กขึ้นมา พวกเขาให้เหตุผลว่า

“เมื่อคุณมีพนักงานที่มีพรสวรรค์สักคน จงฟัง

และปล่อยให้เขาบรรเลงงานและหน้าที่ของเขา”

 

3. จงกล้าเสี่ยง

เหล่าสหายพิทักษ์จักรวาล Guardians of the Galaxy  คือตัวอย่างของความกล้าเสี่ยงนี้ จากการ์ตูนที่ไม่ได้ขายดีนัก นักแสดงนำ คริส แพรตต์ ที่ไม่ใช่ดารามีชื่อในฮอลลีวู้ดแถมยังเป็นเพียงตัวประกอบ ไปจนถึงผู้กำกับอย่างเจมส์ กันน์ ที่ไม่เคยควบคุมงานใหญ่ระดับบล็อกบัสเตอร์มาก่อน และเป็นเพียงผู้กำกับหนังผีอินดี้

แต่ผู้บริหารมาร์เวลเชื่อในพรสวรรค์ – รับฟังความเห็นและเชื่อใจลูกทีม – นำไปสู่ความกล้าเสี่ยง จนส่งผลให้ Guardians of the Galaxy ได้รับคำชมจากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ถึง 91%และกลายเป็นหนังสุดเอนเตอร์เทนของมาร์เวลเรื่องหนึ่ง

“คุณต้องกล้าพอที่จะเสี่ยง

หลายๆ ครั้งถ้าอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

คุณก็จะไม่ได้ลองทำในสิ่งใหม่ และไม่เจอผลลัพธ์ใหม่”

 

 

4. เมื่อถึงเวลาต้องจบ ต้องจาก ก็ต้องดำเนินต่อไป

หนึ่งในความสำเร็จของมาร์เวล คือการสร้างจุดยืนให้กับแบรนด์ของตน การมีพาร์ตเนอร์ ทีมงาน ผู้ร่วมทิศทางที่มองไปในทิศทางเดียวกันเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าวันหนึ่งทัศนคติเปลี่ยน เกมเปลี่ยน และถึงเวลาจบ ความเป็นมืออาชีพก็จะทำให้คุณตัดสินใจ จบ จาก แยกย้าย

ยกตัวอย่างจากโปรเจ็กต์สุดล้ำ เรื่อง Ant Man นำโดยผู้กำกับเอ็ดการ์ ไรท์ ที่พัฒนาความคิดและไอเดียมานาน แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง จุดยืนของมาร์เวลเปลี่ยนไป เป้าหมายที่สอดคล้องกันไม่เหมือนเดิม (จะด้วยเหตุผลเชิงลึกที่คนดูไม่ทราบได้) แต่ในฐานะผู้บริหาร เขามองว่าเมื่อถึงเวลาที่ต่างคนต่างเป้าหมายเปลี่ยน ก็ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามทาง

“คุณต้องเด็ดขาดพอ เมื่อรู้ว่าอะไรไม่ได้อยู่ทิศทางที่คุณจะเดิน

บางอย่างถ้าถึงเวลาต้องตัด ก็ต้องตัด”

 

และนี่คือ 4 กลยุทธ์ กว่าจะมาเป็นจักรวาลมาร์เวลในทุกวันนี้ ที่เราเชื่อว่าการกล้าคิดแตกต่างจากกรอบเดิมๆ และทดลองไปยังดินแดนใหม่ นำมาซึ่งความสำเร็จในทุกวันนี้

 

 

ที่มา   https://wallaroomedia.com

ภาพประกอบทั้งหมดจาก :  https://news.marvel.com

https://wallaroomedia.com/the-golden-age-of-marvel/

 

Share this item