Home / Youinspire / 4 บทเรียนน่ารู้จากฟุตบอลโลก 2018

Back

4 บทเรียนน่ารู้จากฟุตบอลโลก 2018

5 months ago

ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วสำหรับฟุตบอลโลก 2018   พร้อมกับหลากหลายอารมณ์และรสชาติที่เกิดขึ้นอันเป็นเสน่ห์เฉพาะของฟุตบอลโลกทุกรอบ   มีทั้งเรื่องน่าดีใจกับความสำเร็จของแชมป์  เรื่องน่าทึ่งสำหรับทีมม้ามืดที่มาไกลถึงรองแชมป์  เรื่องน่าผิดหวังรวมถึงเรื่องเกินคาดฝันสำหรับบางทีมและบางคน  แล้วเราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากมหกรรมลูกหนังระดับโลกในครั้งนี้ 

ลองตามไปดู 4 บทเรียนที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ไปพร้อมกัน

 

 4 บทเรียนน่ารู้จากฟุตบอลโลก 2018

 

1. “อย่ายึดติดกับความสำเร็จในอดีต”

ทีมชาติเยอรมันตกบ่วงความสำเร็จของตัวเองอย่างน่าประหลาดใจ หลังได้แชมป์โลกที่บราซิลในปี 2014 พวกเขาไม่เคยมีทีมที่ดีกว่านั้นเลย นักเตะตัวหลักบางรายเลิกเล่นทีมชาติ แต่โจอาคิม เลิฟ ผู้จัดการทีมยังคงมั่นใจในคนที่เหลือ นักเตะชุดแชมป์โลกยังติดทีมมาสู้ศึกฟุตบอลโลก 2018 เกือบครึ่ง แต่หลายคนไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีนัก

เมฆุส โอซิล มีฤดูกาลที่ย่ำแย่สุดในชีวิตค้าแข้งกับอาร์เซนอลติดต่อกันสองปี ซามี่ เคดิร่า ไม่เคยโชว์ฟอร์มสุดยอดได้อีกเลยเมื่อย้ายมาอยู่ยูเวนตุส และมานูเอล นอยเออร์ บาดเจ็บทั้งฤดูกาลจนแทบไม่ได้ลงเล่นกลับได้เป็นมือหนึ่ง เลิฟผู้ยึดติดกับนักเตะชุดแชมป์โลกคาดหวังว่านักเตะเหล่านี้จะโชว์ฟอร์มเด็ดช่วยทีมได้อีกครั้ง …กลับเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ

“เรามีทีมที่ดี เราฝึกซ้อมได้ดี แต่ผลการอุ่นเครื่องออกมาไม่ดีนัก เราชะล่าใจคิดว่าเมื่อเข้าสู่การแข่งขันจริงๆ แล้วฟอร์มของเราจะกลับมา แต่หลังจากแพ้เม็กซิโก เราก็ยังชะล่าใจคิดว่านัดหน้าเราจะมา แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น…”

มาโก้ รอยส์ ปีกตัวเก่งของทีมให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า โจอาคิม เลิฟ ตัดสินใจพักเขาไว้ข้างสนามในนัดเจอเม็กซิโก เพื่อถนอมเขาไว้ใช้ในเกมที่ “สำคัญกว่า” (รอยส์หมายถึงเกมกับสวีเดน) ซึ่งกว่ารอยส์จะถูกเปลี่ยนตัวลงมาเพื่อช่วยเกมรุก ก็ปาเข้าไปนาทีที่ 60 ทั้งที่เม็กซิโกยิงนำเยอรมันไปตั้งแต่ 35 นาทีแรกของเกม 

แม้จะพ่ายเม็กซิโกและพลิกเอาชนะสวีเดนมาได้ โอกาสสุดท้ายอยู่ในมือพวกเขาแค่เพียงชนะเกาหลีใต้ในนัดสุดท้ายให้ได้ก็เพียงพอต่อการเข้ารอบ ทว่าเยอรมันกลับลงเล่นด้วยความย่ามใจไม่บุกกดดันเกาหลีใต้ตั้งแต่ต้น ปล่อยให้เวลาล่วงผ่านถึงนาทีที่ 50 เมื่ออีกสนามสวีเดนขึ้นนำเม็กซิโก นั่นหมายความว่าถ้าพวกเขาเอาชนะเกาหลีใต้ไม่ได้ พวกเขาจะตกรอบทันที

ราวกับอาถรรพ์แชมป์โลกจะมีจริง สิ้นเสียงนกหวีดนักเตะเยอรมันทรุดลงกองกับพื้นสนามเมื่อพวกเขาพ่ายเกาหลีใต้หมดรูป 2-0 ตกรอบไปด้วยตำแหน่งบ๊วยของกลุ่ม หมดสภาพอดีตแชมป์โลก และทำให้ทั้งโลกตระหนักว่าแม้กระทั่งชาติที่มีระเบียบวินัยสูงสุดอย่างเยอรมัน ก็ยังมีพลาดเมื่อติดบ่วงในความสำเร็จของตัวเอง

 

2. “กล้ารับผิดและยอมแก้ไข”

อาจกล่าวได้ว่าฟุตบอลโลกที่รัสเซียหนนี้แฟนบอลทั่วโลกได้จดจำ “ทีมชาติญี่ปุ่น” ไว้เป็นชาติน่าเอาใจช่วยลำดับต้นๆ พวกเขาเล่นเกมรุกสนุก มีวินัย และไม่มีลูกตุกติก ความผิดพลาดเดียวคือ 10 นาทีสุดท้ายของเกมรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อพวกเขารู้ผลอีกสนามว่า เซเนกัล ตกเป็นฝ่ายตามหลังโคลัมเบีย และแม้พวกเขาเองก็ตามหลังโปแลนด์ด้วยสกอร์เท่ากันที่ 0-1 แต่ญี่ปุ่นจะเข้ารอบด้วยกฎแฟร์เพลย์ (นับจำนวนใบเหลือง-แดงเป็นคะแนนติดลบ) เพราะเซเนกัลมีใบเหลืองสะสมมากกว่า

10 นาทีสุดท้ายนั้น อกิระ นิชิโนะ ผู้จัดการทีมชาติญี่ปุ่นออกมายอมรับผิดเองคนเดียวว่า

“ผมสั่งให้ลูกทีมเล่นส่งบอลไปมาในแดนตัวเอง ผมส่งมาโกโตะ ฮาเซเบะ (กัปตันทีม) ลงสนามเพื่อให้เขาบอกแผนกับเพื่อนๆ ว่า อย่าบุก จบเกมด้วยสกอร์เดิม และห้ามนักเตะทำฟาล์วเสียใบเหลืองอีก”  

การตัดสินใจของนิชิโนะทำให้ญี่ปุ่นผ่านเข้ารอบ แต่เขาก็ตกเป็นจำเลยการตัดสินใจของตัวเอง เมื่อละทิ้งฟุตบอลอันสวยงามในสองนัดแรกที่ญี่ปุ่นแสดงให้โลกเห็น ดังนั้น ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ต้องพบกับเบลเยียม นิชิโนะจึงทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดคือการบุกใส่เบลเยียมจนขึ้นนำ 2-0 และทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นใกล้จะสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นหนแรก

แต่เมื่อเบลเยียมเริ่มโจมตีด้วยลูกโด่งจนตีเสมอได้ 2-2 ก่อนหมดเวลาเพียงไม่กี่นาที ญี่ปุ่นได้เตะมุมและเลือกที่จะบุกแทนตั้งรับ กลับทำให้เบลเยียมสวนกลับแล้วได้ประตูชัยก่อนหมดเวลา ส่งญี่ปุ่นกลับบ้านอย่างชอกช้ำ

ความพยายามแก้ไขความผิดพลาดในนัดก่อน ทำให้ญี่ปุ่นบุกไม่หยุดจนวินาทีสุดท้าย หลายคนมองว่าญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องบุก รอเวลาให้หมดเพื่อลุ้นช่วงต่อเวลาต่อไป

“ผมรู้สึกเสียดายมากที่เราขึ้นนำแต่รักษาสกอร์ไว้ไม่ได้ เป็นความผิดของผมเองในฐานะโค้ช แท็กติกของผมไม่สามารถทำให้เราหยุดยั้งเบลเยียมได้”

แม้จะแพ้ แต่การสู้จนวินาทีสุดท้ายในนัดกับเบลเยียม ทำให้ญี่ปุ่นกลับมาชนะใจผู้ชมทั่วโลกได้อีกครั้ง และเป็นหนึ่งในแมตช์น่าจดจำในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกอย่างแน่นอน

 

3. “จงถ่อมตัว แล้วตั้งหน้าทำงานของเราต่อไป”

ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่มต้นไม่มีใครคิดว่าโครเอเชียจะผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ แม้กระทั่งก่อนลงเตะกับอังกฤษในรอบรองชนะเลิศเพียงไม่กี่ชั่วโมง คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าโครเอเชียจะยุติเส้นทางตัวเองแค่รอบนี้

สาเหตุหนึ่งเพราะนักเตะตัวหลักโครเอเชียอายุเกิน 30 อยู่หลายคน โดยเฉพาะ ลูก้า โมดริช หัวใจสำคัญของทีม ทีมนี้ก็เปรียบเสมือนตัวเขา พูดน้อย ทำงานหนักในสนาม แม้จะเอาชนะอาร์เจนตินาได้ถึง 3-0 พวกเขาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเลอเลิศกว่าใคร พวกเขายังคงทำงานหนัก ต้องเล่นช่วงต่อเวลา 30 นาทีถึง 2 รอบกับเดนมาร์กและรัสเซีย

เท่ากับว่าก่อนจะเจออังกฤษ พวกเขาลงเตะมากกว่าทีมผู้ดีถึง 60 นาที แถมอังกฤษยังมีแกนหลักเป็นนักเตะหนุ่มกว่า

ทว่าในนัดเตะกับอังกฤษ แม้จะถูกขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกม แต่โครเอเชียก็พลิกกลับมาตีเสมอได้ ลากจนถึงช่วงต่อเวลาก่อนจะยิงประตูชัยได้ในนาทีที่ 109 ส่งอังกฤษกลับบ้านพร้อมสโลแกน “It’s coming home” ที่สื่อเมืองผู้ดีโหมกระพือหนักราวกับว่าพวกเขาจะเอาชนะโครเอเชียได้อย่างง่ายดาย เพื่อกรุยทางสู่แชมป์โลกสมัยที่ 2 ของตัวเอง แต่กลับมลายเป็นเพียงฝันกลางวัน

“พวกเขาดูถูกพวกเรามากเกินไป” ลูก้า โมดริช กองกลางกัปตันทีมหัวใจสำคัญที่พาทีมชนะอาร์เจนตินาและอังกฤษมาได้ในฟุตบอลโลกหนนี้

“ทั้งสื่อและนักวิจารณ์อังกฤษมองข้ามเรากันหมด และนั่นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของพวกเขาเลยล่ะ…

“คำพูดของพวกเขาทำให้เราฮึดขึ้นมา พวกเขาคิดว่าเราคงจะเหนื่อยล้ามากจนไม่มีแรงจะวิ่งไหว เราเลือกไม่ตอบโต้ ให้ผลงานในสนามพิสูจน์ว่าเราจะบดขยี้พวกเขาได้ แล้วเราก็ทำได้จริงๆ”

สุดท้ายโมดริชฝากให้สื่ออังกฤษให้ “รู้จักถ่อมตัวและให้ความเคารพคู่ต่อสู้มากกว่านี้”

…แสบจริงๆ

 

4. “ทุกๆ คนเท่าเทียมกัน”

8 ปีก่อนทีมชาติฝรั่งเศสแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกา ครั้งนั้นพวกเขาก่อขบถไม่ลงซ้อมเพื่อบีบให้สมาคมฟุตบอลไล่ผู้จัดการทีมออกไป 8 ปีผ่านไปพวกเขากลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันกรุยทางสู่นัดชิงชนะเลิศสำเร็จ

ความต่างของทีมชุดก่อนกับชุดนี้คือพวกเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขามีนักเตะที่เคยได้ชื่อว่าแพงสุดในโลกอย่าง พอล ป็อกบา แต่พวกเขาก็ยังมีกองหน้าที่ยิงประตูไม่ได้เลยตลอดทัวร์นาเมนต์อย่าง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ อยู่ในทีมเช่นกัน พวกเขามีทั้งนักเตะผิวสี  นักเตะเชื้อสายอาหรับ  และนักเตะฝรั่งเศสแท้ๆ แต่พวกเขายังเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

อองตวน กรีซมัน กองหน้าผู้ยิงจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศบอกว่า “นี่คือฝรั่งเศสที่ผมรักจริงๆ เราอาจมีที่มาแตกต่างกัน แต่วันนี้เรารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เราเป็นทีมเดียวกัน เราเล่นเพื่อกันและกัน”

ภาพจำหลังพวกเขาฉลองแชมป์อย่างสุดเหวี่ยง คือการที่เพื่อนนักเตะนำถ้วยฟุตบอลโลกมอบให้นักเตะตัวเล็กที่สุดของทีม คนขี้อาย แต่ทำงานหนักกว่าใครๆ เขาคือ เอ็นโกโล่ กองเต้  

ในหลายวันต่อมาที่มีการต้อนรับหน้าทำเนียบประธานาธิบดี ป็อกบาร้องเพลงให้กองเต้ว่า “N’Golo Kanté, he is small, he is nice, he shut down Lionel Messi…” (เอ็นโกโล่ กองเต้ เขาตัวเล็ก เขานิสัยดี และเขาเป็นคนหยุดลิโอเนล เมสซี่ได้)

ดาวเด่นของทีมก็ยังให้เครดิตเพื่อนตัวเล็กๆ ที่ถูกลืม นั่นคือภาพจำของฝรั่งเศสชุดนี้ ที่สำคัญพวกเขายังอายุไม่มาก หลายคนอายุราว 24-25 ปี กระทั่งดาวเด่นอย่าง คีเลียน เอ็มปัปเป ยังอายุไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำ อนาคตของทีมชุดนี้ยังอีกยาวไกล

แต่ตอนนี้ ฝรั่งเศสเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2018!

 

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

ชาญชนะ หอมทรัพย์

อาจารย์พิเศษด้านภาพยนตร์ แต่ก็สนใจสื่อทุกแขนง กีฬา ดนตรี หนังสือ และเกม รักการเขียนพอๆ กับการอ่าน และงานเขียนก็มีหลายแนวเช่นเดียวกันกับสิ่งที่อ่าน