Home / Youinspire / รวม 5 นิสัย ถ้าอยากสำเร็จต้องฝึกฝน!

Back

รวม 5 นิสัย ถ้าอยากสำเร็จต้องฝึกฝน!

3 months ago

การจะเป็นคนสำเร็จได้นั้น  ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นคนที่เหนือกว่าคนอื่นเท่านั้น แต่ใคร ๆ  ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ถ้ามีความพยายามมากเพียงพอ วิธีง่าย ๆ เลยถ้าหากอยากที่จะประสบความสำเร็จ นั่นคือคุณต้องฝึกฝนให้เกิดนิสัยแบบคนสำเร็จทั้ง  5 ข้อนี้ในทุก ๆ วัน

 

1.หาช่วงเวลาที่คุณจะทำงานได้พีกที่สุดแล้วก็โฟกัสกับตรงนั้น

ความคิดที่ว่าเวลาทุกชั่วโมงมีค่าเท่ากันนั้นผิดเห็น ๆ  เพราะเวลาในบางชั่วโมงอาจก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมมากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานและการฟื้นตัวของร่างกายของคุณ บางคนพบว่าช่วงเวลาที่ทำงานได้ดีที่สุดคือช่วงรุ่งสาง ในขณะที่อีกบางคนพบว่าสามารถจัดการกับงานของพะเนินได้ในช่วงเวลาเงียบสงบหลังจากส่งลูกเข้านอนแล้ว

 

ไม่มีอะไรดีกว่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์ยามเช้าหรือนกฮูกยามราตรี สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการที่คุณรู้ตัวว่าช่วงเวลาไหนที่คุณสามารถทำงานได้มากที่สุด และลงมือทำงานที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น

 

แดเนียล เทรลฟอล  ผู้เชี่ยวชญด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง  เคยกล่าวไว้ว่า…

“ความสามารถในการก่อให้เกิดผลงาน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลจากเทคนิคการจัดสรรเวลาของคุณเท่านั้น แต่มันขึ้นอยู่กับการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทรัพยากรที่มี ซึ่งในที่นี้ก็คือเวลาและพลังงานที่จะทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการที่จะจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณจำเป็นต้องบริหารพลังงานที่คุณมีให้ดีด้วย”  

 

ดังนั้น จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วคุณได้มุ่งมั่นกับงานสำคัญของคุณในช่วงเวลานี้หรือไม่ หรือเสียเวลาอันมีค่าเหล่านี้ไปกับเฟซบุ๊ก  แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่คุณจะท่องโลกโซเชียลมีเดียหรือดูวิดีโอแมวน้อยแสนน่ารักบนยูทูบ แต่ถ้าหากอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้วล่ะก็ คุณจะต้องใช้เวลาที่ก่อให้เกิดผลงานมากที่สุดนี้ไปกับงานที่สำคัญที่สุดเช่นกัน

 

2.อย่าปรานีกับสิ่งกวนใจ

รู้ใช่มั้ยว่าการทำหลายอย่างพร้อม ๆ กันจะลดความสามารถในการทำงานลง  ไม่มีทางเลยที่งานจะคืบหน้าถ้าคุณถูกถาโถมด้วยข้อความทางโทรศัพท์ ข้อความในเฟซบุ๊ก อีเมล์ และสไกป์แชทในเวลาเดียวกัน และเพราะสมองของเราจะไม่สามารถเปลี่ยนจุดโฟกัสได้ทันทีเหมือนเปลี่ยนเกียร์ ดังนั้น สิ่งกวนใจต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมหมายถึงความสำเร็จที่ลดน้อยลงด้วย

 

คนที่สำเร็จทั้งหลายต่างก็มั่นคงและไม่ปรานีกับการตัดสิ่งกวนใจต่างๆ ออกไปจากชีวิต พวกเขาปิดเสียงโทรศัพท์มือถือหรือแม้แต่ปิดเครื่องไปเลยด้วยซ้ำ เขาบล็อกโซเชียลมีเดีย ปิดการแจ้งเตือนอีเมล์ หรือแม้แต่ตั้งค่าเป็นตอบรับอัตโนมัติเพื่อบอกคนอื่นว่าพวกเขาจะยังไม่ตอบรับการติดต่อในทันที

 

เรื่องกวนใจพวกนี้อาจเป็นสิ่งที่น่าหลงใหล เพราะมันอาจเป็นการพักสมองของเรา แต่มันก็อาจทำลายความสำเร็จของเราลงได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน  ดังนั้นคุณต้องตอบตัวเองแล้วล่ะว่าคุณเข้มแข็งพอที่จะตัดสิ่งกวนใจออกไปจากชีวิตหรือไม่ จะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางความสำเร็จของคุณได้หรือเปล่า

 

3.มุ่งมั่นกับสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรก

เมื่อคุณเริ่มต้นลงมือทำงาน คุณมีแนวโน้มที่จะเริ่มต้นด้วยงานง่ายๆ ก่อนเสมอ  อย่างเช่นการตอบอีเมล์ รับโทรศัพท์สั้นๆ หรือแม้กระทั่งเข้าโซเชียลมีเดีย  การทำงานง่ายๆ เหล่านี้เสร็จอาจทำให้คุณรู้สึกดีที่ได้ทำบางอย่างจากรายการที่ต้องทำไปบ้างแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จแตกต่างจากคนอื่นๆ ก็คือพวกเขาจะเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นสิ่งแรก

 

เจมส์ เคลียร์   ผู้เชี่ยวชาญด้านความสามารถในการก่อให้เกิดผลผลิต กล่าวว่า…

 

“ถ้าคุณลงมือทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นสิ่งแรกในแต่ละวัน คุณจะทำสิ่งที่สำคัญเสร็จเสมอ ผมไม่รู้จักคุณหรอกนะ แต่ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม มีอยู่หลายวันที่ผมเสียเวลาไปกับการขีดฆ่าสิ่งที่สำคัญเป็นลำดับที่ 4, 5 และ 6 ออกจากรายการสิ่งที่ผมต้องทำ แต่ผมก็ไม่เคยได้ทำในสิ่งที่สำคัญที่สุดเลย”

 

คุณจึงต้องถามตัวเองว่า อยากจะทำงานจำนวนมากให้เสร็จ หรือต้องการทำสิ่งที่จำเป็นให้เสร็จกันแน่ คุณสามารถทำงานจำนวนมากๆ ให้เสร็จได้ด้วยการเริ่มต้นจากงานง่ายๆ แต่ในระยะยาวแล้วมันจะไม่ก่อให้เกิดผลดีกับคุณแน่นอน

 

ปีนี้ลองเปลี่ยนวิธีใหม่ มามุ่งมั่นไปกับการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดให้เสร็จเป็นสิ่งแรก  และตั้งใจกับงานที่สำคัญแทนที่จะมัวเสียเวลาไปกับงานง่ายที่สุด

 

3.เป็นนักทำ ‘รายการ’ มืออาชีพ

คนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจะรู้ตัวอยู่เสมอว่าพวกเขาสมควรที่จะทำอะไรต่อไป และพวกเขาสามารถทำแบบนี้ได้เนื่องจากเขาได้ทำ ‘รายการสิ่งที่ต้องทำ’ ออกมาอย่างละเอียด พวกเขาไม่ได้ผละจากงานหนึ่งไปยังอีกงานหนึ่งแบบไร้จุดหมาย พวกเขาไม่ได้ทำอะไรก็ได้ตามแต่อารมณ์จะพาไป แต่พวกเขามีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะค่อยๆ ทำทีละงานไปตามรายการที่วางแผนมาอย่างดี

 

ข้อดีของการทำรายการสิ่งที่ต้องทำก็คือมันจะช่วยให้คุณมีวินัยไม่ออกนอกลู่นอกทาง  เป็นเรื่องง่ายกว่ามากถ้าจะทำอะไรก็ได้ตามความต้องการถ้าหากไม่มีรายการสิ่งที่ต้องทำ แต่ด้วยลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำ จะทำให้คุณเป็นผู้จัดการชีวิตของตัวเองแทนที่จะปล่อยให้มันเป็นฝ่ายจัดการเรา

 

พอลล่า ริซโซ่  ผู้เชี่ยวชาญด้านความสามารถในการผลิต กล่าวไว้ว่า…

“เมื่อคุณจัดสรรเวลาในการทำงานต่างๆ ให้เหมาะสม คุณจะเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น และรายการสิ่งที่ต้องทำก็จะชัดเจนจนทำให้คุณมุ่งมั่นไปกับเป้าหมาย และสามารถจัดการแต่ละเรื่องให้สำเร็จลุล่วง”

 

ถ้าคุณต้องการจะทำลิสต์สิ่งที่ต้องทำ แอพพลิเคชั่นเช่น Omnifocus, Things และ ToDoIst เป็นทางเลือกตัวช่วยที่ไม่เลวเลยทีเดียว

 

5.ตั้งเป้าแบบ S.M.A.R.T. เพื่อความสำเร็จ

การตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณควรจะมีความชัดเจนในการตั้งเป้าหมายนั้นด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตั้งเป้าหมายส่วนใหญ่ต่างก็แนะนำให้ใช้วิธี  ‘S.M.A.R.T.’  ที่กล่าวไว้ว่า เป้าหมายที่ดีนั้นควรที่จะ…

 

S – Specific เฉพาะเจาะจง – การอยากออกกำลังการมากขึ้นเป็นเป้าหมายที่ดี แต่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นถ้าคุณเฉพาะเจาะลงลงไปอีก เช่น  จะวิ่ง 200 ไมล์ในเวลา 3 เดือน

 

M – Measurable วัดผลได้ – คุณจะไม่สามารถติดตามความก้าวหน้าได้เลยถ้าหากว่าเป้าหมายของคุณไม่สามารถวัดผลได้  ดังนั้น แทนที่จะพูดว่า “ฉันอยากลดน้ำหนัก” ลองเปลี่ยนเป็น “ฉันอยากลดน้ำหนัก 15.5 ปอนด์” จะดีกว่า

 

A – Attainable บรรลุผลได้ – ทุกเป้าหมายควรท้าทายความสามารถของคุณ แต่ในขณะเดียวกัน ทุกเป้าหมายก็ควรที่จะทำให้บรรลุผลได้เช่นกัน ถ้าหากคุณไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน คุณก็ไม่สามารถที่จะวิ่งมาราธอนได้ภายในเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์ มันจะเป็นไปได้มากกว่าถ้าจะตั้งเป้าหมายไว้ที่ระยะทาง 5 ไมล์แทน

 

R – Realistic ปฏิบัติได้จริง – ข้อนี้มีความใกล้เคียงกับเป้าหมายที่บรรลุผลได้จริง ทุกเป้าหมายควรจะสามารถทำได้จริงเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของคุณ ดังนั้น คุณควรจะคำนึงถึงข้อจำกัดของคุณด้วยในขณะที่ตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น

 

T – ระบุระยะเวลาที่แน่นอน – ทุกเป้าหมายควรกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุด ถ้าคุณไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณควรจะบรรลุเป้าหมาย คุณก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าแล้วเมื่อไหร่ที่เป้าหมายของคุณจะเป็นจริง

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

เรียบเรียง : Som-O

ที่มา : www.lifehack.org โดย   Stephen Altrogge