Home / Youinspire / 5 วิธีจดบันทึกที่ช่วยพัฒนางานและการเรียนให้เป็นระบบยิ่งขึ้น

Back

5 วิธีจดบันทึกที่ช่วยพัฒนางานและการเรียนให้เป็นระบบยิ่งขึ้น

7 months ago

การจดบันทึกคือทักษะสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบทั้งในการทำงานและการเรียน หรือแม้แต่ในการจดบันทึกเพื่อช่วยจำกิจกรรมต่างๆ   กระบวนการนี้จะช่วยให้เราจดจำสิ่งที่ต้องการบันทึกเอาไว้ รวมถึงสามารถนึกความคิดนั้นออกได้ แม้เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วก็ตาม 

แม้ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆ จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยจดบันทึกข้อมูลหรือความคิดต่างๆ ให้เกิดความสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกลงแลปท็อป การใช้แอปพลิเคชั่นจดบันทึกหรือแปลข้อความการบันทึก แต่เชื่อไหมว่าผลการศึกษาซึ่งดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันได้ออกมาบอกว่าการจดข้อมูลด้วยลายมือตัวเองจะทำให้ผู้บันทึกจดจำข้อมูลได้ดีกว่าการบันทึกลงคอมพิวเตอร์แลปท็อปโดยทันที  นั่นก็เพราะว่าผู้ใช้แล็ปท็อปบันทึกข้อมูลมักจะถอดความเนื้อหาที่ได้ยินเป็นคำต่อคำ โดยไม่ได้กลั่นกรองเนื้อหาที่ได้ยินเลย ในขณะที่ผู้ที่จดบันทึกด้วยลายมือตนเองไม่สามารถเขียนได้เร็วพอที่จะจดได้ครบหมดทุกคำ จึงจำเป็นต้องตั้งใจฟังมากขึ้นเพื่อที่ได้จะเลือกจดเฉพาะข้อมูลที่สำคัญที่สุดหรือเกี่ยวข้องแทน

 แต่ในการจดบันทึกก็มีเคล็ดลับต่างๆ ที่ทำให้การจดบันทึกนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม มาดูเทคนิคในการจดบันทึกทั้ง 5 ข้อกัน

 

1. จดวันที่กำกับเอาไว้ด้วยทุกครั้ง

ในการจดบันทึก การใส่วันที่ที่จดเอาไว้จะช่วยให้คุณสามารถย้อนนึกถึงใจความสำคัญ รวมถึงช่วงเวลาและเรื่องราวสำคัญในขณะที่จดบันทึกได้ดีกว่าการนึกถึงช่วงเวลานั้นๆ โดยจำวันเวลาอะไรไม่ได้เลย  ยิ่งถ้าเป็นการจดข้อความจากการประชุม การใส่วันที่กำกับชื่อโปรเจ็กต์หรือแผนงานเอาไว้ด้วยจะยิ่งทำให้นึกถึงแผนงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

2. ใช้ทั้งดินสอ ปากกาในการจดบันทึก

ลองกำหนดว่าสิ่งสำคัญที่ต้องการจดบันทึกให้ใช้ปากกาเขียน สิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญแต่อาจนำมาเสริมความคิดได้ในภายหลังเขียนโดยใช้ดินสอ ความเข้มของปากกาจะทำให้มองเห็นสิ่งสำคัญที่ต้องการจดบันทึกได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในกรณีที่คุณต้องการทบทวนหรือหาใจความสำคัญ

 

3. ใช้ปากกาไฮไลท์เหมือนสมัยเรียน

ตอนเด็กๆ หลายคนอาจชอบใช้ปากกาไฮไลท์ปาดทับข้อความในหนังสือที่อ่านก่อนสอบเพื่อเน้นข้อความนั้นให้โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้น บางคนปาดแบบผ่านระบบความคิดมาแล้ว ในขณะที่บางคนปาดสีไฮไลท์เพียงเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ข้อความเฉยๆ

มาถึงตอนนี้อยากแนะนำให้ใช้สีที่แตกต่างกันในการแยกหมวดหมู่ หัวข้อ หรือความคิดต่างๆ เพื่อช่วยให้ลำดับความคิดได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างการจดบันทึกวาระการประชุมที่มีหัวข้อหลากหลาย คุณอาจใช้สีฟ้าไฮไลท์สิ่งที่เป็นแนวคิดจากฝ่ายบริหาร สีเหลืองไฮไลท์สิ่งที่เป็นแนวคิดจากฝ่ายธุรการ ใช้ไฮไลท์สีชมพูไฮไลท์สิ่งที่เป็นแนวคิดจากฝ่ายบัญชี อะไรแบบนั้น วิธีนี้จะช่วยให้คุณจัดหมวดหมู่ทางความคิดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หรือแม้แต่จะใช้สีในการแบ่งกลุ่มลูกค้าก็เป็นวิธีที่ดีเช่นกัน

 

4. แบ่งพื้นที่ในการจดบันทึกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกเป็นเนื้อหาความคิดและคำพูดที่คุณจดมาจากผู้อื่น ครูอาจารย์ ผู้ร่วมประชุม หรือผู้บรรยาย ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ที่เว้นเอาไว้สำหรับให้คุณเติมแนวคิด ไอเดีย หรือคำตอบต่างๆ ที่เป็นของคุณเอง เผื่อใช้ต่อยอดความคิดนั้นๆ ออกไปอีก หลายไอเดียดีๆ มักเกิดขึ้นจากพื้นที่ส่วนที่สองนี้นั่นเอง ถ้ายังไม่รู้จะแบ่งอย่างไร อาจแบ่งเป็นหน้าซ้ายสำหรับการประชุม หน้าขวาสำหรับไอเดียส่วนตัวของคุณ แบบนี้ก็ได้

 

5. ลองเชื่อมโยงการบันทึกแบบ Mind Map

อย่าคิดว่า Mind Map จะทำให้เปลืองพื้นที่ในการจดบันทึก การเชื่อมโยงความคิดและประสบการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ดังนั้น Mind Map ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน แผนที่ความคิด เป็นวิธีการบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพของความคิดที่หลากหลายมุมมอง กว้าง และชัดเจน การเขียนมีลักษณะเหมือนต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้สมองได้คิด ได้ทำงานตามธรรมชาติรวมทั้งเกิดการจินตนาการต่อยอดออกไป

และหากกลัวว่าการจดบันทึกจะน่าเบื่อ ลองวาดภาพประกอบความคิดต่างๆ ดู ไม่จำเป็นต้องวาดสวยเหมือนศิลปิน นี่มันสมุดบันทึกของคุณ ขอแค่ดูภาพสัญลักษณ์ที่คุณวาดออก เข้าใจสิ่งที่ต้องการบันทึกและจดจำก็เพียงพอแล้ว  

 

เชื่อไหมว่าเพียงคุณเริ่มจดบันทึกอย่างเป็นระบบ มันจะทำให้คุณมองเห็นทิศทางและเป้าหมายในความสำเร็จชัดเจนยิ่งขึ้น

หากไม่รู้จะเริ่มจากการจดบันทึกอะไร ลองจด To do list ก่อนเข้านอนทุกวันถึงสิ่งต่างๆ ที่คุณจะทำในวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็ทำตามแผนการที่จด ทำแบบนี้ทุกวัน แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในศักยภาพที่มากขึ้นของตนเอง

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

Hima in the rain

อดีตนักเรียนศิลปะที่หลงรักการอ่าน ชื่นชอบการเขียน เพียรฝึกทำอาหาร สนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว การใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยว ระบบการศึกษาในสังคม เรื่องราวปฏิสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในโลกยุคเก่าและโลกยุคใหม่อันมีเสน่ห์ที่แตกต่างแต่สามารถเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงซึ่งกันและกัน