Home / Youinspire / 6 ขั้นตอนบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัวบนโลกโซเชียล

Back

6 ขั้นตอนบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัวบนโลกโซเชียล

6 months ago

ทุกวันนี้คนไทยใช้สื่อโซเชียลมากขึ้นในแต่ละวัน ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ ทวิตเตอร์ ฯลฯ

เรียกว่าวันละ 3 – 6 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ทั้งการใช้งานเพื่อธุรกิจ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เพื่อความบันเทิง หลายครั้งหลายหนบางคนเผลอให้ข้อมูลส่วนตัวของตนเองบนสื่อโซเชียลเหล่านั้นโดยคิดว่าปลอดภัยเพียงพอ แถมบางครั้งยังเผลอให้ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นไปด้วย  ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายตามมาได้ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย ความคิด ทรัพย์สินและสังคม

ลองมาดูกันว่าคุณควรจัดการกับข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไรบ้างบนโลกโซเชียล

 

1. เรียนรู้การใช้ Digital Literacy บนสื่อโซเชียล

ผู้ให้บริการสื่อโซเชียลต่างๆ  ไม่ว่าจะเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ล้วนมีกฎและข้อบังคับใช้ต่างๆ รวมถึงการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว คุณควรเรียนรู้ที่จะปรับแต่ง ประยุกต์ การตั้งค่าส่วนบุคคลให้มีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น หรือเลือกได้ว่าอนุญาตให้บุคคลใดเข้าถึงได้หรือไม่ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวตกไปอยู่ในมือบุคคลที่ไม่หวังดีหรือมิจฉาชีพ 

 

2. ไม่ควรแชร์ข้อมูลที่อาจนำอันตรายมาถึงตัวคุณ ครอบครัว หรือสถานที่ทำงาน

อย่าแชร์ข้อมูลส่วนตัวหรือการทำงานที่สุ่มเสี่ยง เช่น

“ที่ออฟฟิศกล้องวงจรปิดเสีย”  

“รปภ.ที่บริษัทลาออกยังหาคนใหม่ไม่ได้”

“วันนี้มีงานด่วนต้องทิ้งหลานชายตัวน้อยให้เฝ้าบ้านคนเดียว”

รวมถึงการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลสำคัญของบริษัทในโลกออนไลน์ที่อาจทำให้บริษัทเสียหาย

 

3. “คิด ก่อน แชร์” คิดแล้วคิดอีกให้ถี่ถ้วนหากจะแชร์ข้อมูลบุคคลอื่น

ในการแชร์ข้อมูลของบุคคลอื่นๆ หรือข้อมูลขององค์กร คุณควรวิเคราะห์ให้ดีอย่างถี่ถ้วนว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่จะแชร์ เป็นประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน และในการแชร์นั้นจะทำให้บุคคลหรือองค์กรนั้นๆ เกิดความเสียหายหรือไม่ อย่างไร เจ้าตัวให้ความยินยอมมากน้อยแค่ไหน เพราะหากเป็นการละเมิดสิทธิก็อาจทำให้คุณทำผิดข้อกฎหมายได้และมีความผิดที่ต้องได้รับโทษ

ในเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมานี้ สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายใหม่ที่ชื่อว่า GDPR (General Data Protection Regulation) ที่เพิ่มการลงโทษให้หนักขึ้นสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือทำให้เกิดความเสียหายตามมา เป็นการเพิ่มการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองให้มากขึ้น ซึ่งประเทศไทยเองก็มีกฎหมายทำนองนี้เช่นกัน ถึงแม้บทลงโทษอาจไม่รุนแรงเทียบเท่า

 

4. “รหัส” คือตัวกลั่นกรองความปลอดภัยขั้นหนึ่ง

ในการค้นหา เช็กอีเมล จัดเก็บไฟล์งานหรือใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ของสำนักงานหรือในที่สาธารณะ อย่าลืมใช้งานผ่านระบบที่มีการป้องกันด้วยรหัสทุกครั้ง รวมถึงไม่ควรบอกหรือให้รหัสผ่านแก่ผู้อื่นเด็ดขาด ลงชื่อออกจากระบบทุกครั้งหลังการใช้งาน และเก็บเอกสารสำคัญไว้ในส่วนที่ปลอดภัย หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบรักษาความปลอดภัยในการใช้คอมพิวเตอร์ของสำนักงานหรือบริษัท ควรรีบแจ้งหน่วยไอทีของสำนักงานทันทีเพื่อแก้ไข

 

5. เมื่อต้องการลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นทิ้ง

สำหรับการล้างข้อมูลที่ไม่ต้องการใช้งานอีกต่อไปแล้ว ควรบันทึกวันและเวลาที่ลบข้อมูลนั้นๆ เอาไว้ด้วย เพื่อเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ใจของคุณ หากข้อมูลนั้นเกิดการรั่วไหลและความเสียหายในภายหลัง

 

6. หากคุณทำงานในหน่วยงานที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น

ยิ่งคุณเป็นผู้ที่ต้องเก็บรักษาฐานข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นเป็นจำนวนมาก ( ยกตัวอย่าง การทำงานในฝ่าย HR ขององค์กร) คุณจะยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการนำข้อมูลต่างๆ ของบุคคลเหล่านั้นมาใช้เป็นพิเศษ และไม่นำข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้เป็นการส่วนตัวโดยเด็ดขาด เพื่อความถูกต้องและรักษานโยบายการดำเนินการขององค์กร

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Startupthailand.org

www.posttoday.com/social/think

 

 

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

Hima in the rain

อดีตนักเรียนศิลปะที่หลงรักการอ่าน ชื่นชอบการเขียน เพียรฝึกทำอาหาร สนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว การใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยว ระบบการศึกษาในสังคม เรื่องราวปฏิสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในโลกยุคเก่าและโลกยุคใหม่อันมีเสน่ห์ที่แตกต่างแต่สามารถเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงซึ่งกันและกัน