Home / Youinspire / 6 ข้อห้ามสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ป้องกันธุรกิจพัง

Back

6 ข้อห้ามสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ป้องกันธุรกิจพัง

7 months ago

เดี๋ยวนี้ใครต่อใครก็หันมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์  เพราะสามารถทำเงินจากการขายสินค้าได้ดี ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องจ้างพนักงาน ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาราคาแพง มีช่องทางขายในโซเชียลมีเดียหลากหลาย กลุ่มเป้าหมายขยายกว้างขึ้น ฯลฯ

แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถขายของบนโลกออนไลน์แล้วปังเหมือนๆ กัน เพราะพฤติกรรมบางอย่างก็ไม่ควรทำสำหรับอาชีพขายของออนไลน์

ลองมาดูกันว่าพฤติกรรมแบบไหนบ้างที่ควรเลิกทำโดยด่วนก่อนธุรกิจจะพังไปต่อหน้าต่อตา  

 

1. ห้ามโฆษณาเวอร์วังเกินจริง

หลายคนอาจจะบอกว่าขายของก็ต้องโฆษณาสิ ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะรู้จักได้อย่างไร แต่การโฆษณาก็ไม่ควรเวอร์วังเกินจริงมากนักจนเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค ควรบอกสรรพคุณของสินค้าในระดับที่พอดี บนพื้นฐานของความเป็นจริง ที่สำคัญก่อนการขายคุณควรเรียนรู้และทำความรู้จักสินค้าของคุณให้ดีก่อน รู้ถึงข้อดีหรือผลข้างเคียงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ในการแสดงความจริงใจต่อลูกค้า

 

2. ห้ามหัวร้อนเมื่อลูกค้าถามจุกจิกเกินไป

บางทีมันก็น่าปวดหัวอยู่ไม่น้อยเมื่อเจอลูกค้าถามบ่อย ถามจิก ในเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ คุณควรใจเย็นและหาคำตอบที่สุภาพหรือกลางๆ ในการตอบ หากโชคร้ายเจอลูกค้าประเภทเข้ามาป่วน ไม่ได้ตั้งใจซื้อของจริงๆ จนคุณรู้สึกว่ากำลังเสียเวลา ลองหาคำพูดสุภาพเพื่อตัดบทสนทนาไป เลี่ยงการใช้วาจารุนแรงใส่กัน เพราะมันจะไม่เกิดผลดีเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูก

หากรู้สึกหัวร้อนจริงๆ ลองหยุดการโต้ตอบ ปล่อยเวลาไว้สักพัก ค่อยกลับเข้าไปตอบลูกค้าอีกครั้ง การตอบคำถามตอนที่คุณใจเย็นย่อมดีกว่าตอนหัวร้อนเป็นไหนๆ หลายเคสที่เกิดการทะเลาะกันระหว่างแม่ค้าและลูกค้ามักจบลงที่การแฉผ่านโลกออนไลน์ และนั่นทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์ดูไม่ดีเท่าไร ถึงคุณจะเป็นฝ่ายถูกแต่การประจานลูกค้าก็ไม่สมควรทำอยู่ดี (ยกเว้นลูกค้ารายนั้นจะเป็นมิจฉาชีพที่คุณควรเตือนภัยแม่ค้าออนไลน์คนอื่นๆ ให้รู้เท่าทัน)

 

3. ห้ามใช้คอนเทนต์หรือคำโฆษณาจิกกัดสินค้าคู่แข่ง

เพราะมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์และสินค้าของคุณดูไม่ดีเสียเอง การจะโชว์ความเหนือกว่าควรเกิดขึ้นจากคุณภาพของสินค้าที่ดีกว่า บริการที่ดีกว่า ราคาที่ดีกว่า โดยไม่จำเป็นต้องต่อว่าสินค้าของคู่แข่ง แต่ถ้าอยากเปรียบเทียบคุณภาพจริงๆ การนำเสนอในรูปแบบรีวิวก็ทำได้ แต่ต้องเป็นการรายงานผลรีวิวที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใส่ร้ายป้ายสีสินค้าแบรนด์อื่นๆ จนเกิดความเสียหาย

 

4. ห้ามดองสินค้าหรือไม่ส่งสินค้า

แม่ค้าหลายคนได้เงินจากลูกค้ามาแล้ว แต่กลับส่งสินค้าล่าช้า กลายเป็นโอนง่าย จ่ายของช้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ลูกค้ามักจะไม่พึงพอใจ ดังนั้น ก่อนการตกลงในการซื้อขายควรแน่ใจว่าคุณมีสินค้าเพียงพออยู่ในสต็อก นัดหมายกันให้ดีเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะจัดส่งวันใด ด้วยบริการแบบใด น่าจะถึงมือลูกค้าเมื่อไร และสามารถตรวจสอบขั้นตอนการส่งสินค้าได้อย่างไร

อย่าลืมว่าตามปกติเมื่อคนเราจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการแล้วก็มักอยากได้สินค้าหรือบริการนั้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากคุณดองสินค้าบ่อยๆ ชื่อเสียงในการขายของคุณก็จะแย่ลงเรื่อยๆ

 

5. ห้ามบิดเบือนหรือส่งสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณาขาย

ข้อนี้สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบ ขนาด สีสันและประเภทของสินค้า ไม่ใช่ลูกค้าสั่งซื้อกางเกงสามส่วนแต่แม่ค้ากลับส่งกางเกงสี่ส่วนไปให้ หากคุณพบว่าสินค้าที่ลูกค้าสั่งหมดจากสต็อกภายหลังจากที่ลูกค้าโอนจ่ายเงินมาแล้ว แนะนำให้แจ้งลูกค้าโดยเร็วพร้อมคำขอโทษอย่างจริงใจ จากนั้นลองเจรจาดูว่าลูกค้าสนใจจะเปลี่ยนเป็นสินค้าชนิดอื่นที่ราคาเท่ากันแทนหรือไม่อย่างไร หรือต้องการเงินคืน ให้ทำตามข้อตกลงนั้น  

 

6. ห้ามขี้เกียจ

อันที่จริงข้อนี้เป็นข้อปฏิบัติของคนที่ต้องการทำธุรกิจทุกอาชีพ เพียงแต่การเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ คุณอาจต้องมีความขยันมากกว่าอาชีพอื่นๆ เพราะมีโอกาสขายแทบจะตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ บางคนโพสต์ขายของเอาไว้ ลูกค้าเข้ามาถามไถ่ก็ไม่ค่อยเข้ามาตอบ หรือมาตอบอีกทีก็ผ่านไปแล้วหลายวันหลายสัปดาห์ บางรายผ่านไปเป็นเดือน แบบนี้มันอาจไม่ทันใจคนอยากซื้อและไม่สมกับเป็นการขายแบบออนไลน์ 

จำไว้ว่าการขายออนไลน์ขยันมากก็ได้ผลมาก (แบบมีหลักการนะ ไม่ใช่ลงขายสะเปะสะปะ) หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลองกำหนดช่วงเวลาที่โพสต์ขาย ช่วงเวลาที่จะเข้ามาตอบคำถาม และช่วงเวลาในการปิดการขายของแต่ละวันแบบตายตัวเอาไว้ เพื่อการค้าขายอย่างเป็นระบบ เมื่อคุ้นชินแล้ว คุณจะรู้เองว่าควรโพสต์ขายเวลาไหน ตอบคำถามเวลาไหน

 

หากทำได้เป๊ะตามที่แนะนำ เชื่อว่าเส้นทางการขายออนไลน์ต้องสดใสเรืองรองอย่างแน่นอน

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

Hima in the rain

อดีตนักเรียนศิลปะที่หลงรักการอ่าน ชื่นชอบการเขียน เพียรฝึกทำอาหาร สนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว การใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยว ระบบการศึกษาในสังคม เรื่องราวปฏิสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในโลกยุคเก่าและโลกยุคใหม่อันมีเสน่ห์ที่แตกต่างแต่สามารถเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงซึ่งกันและกัน