Home / Youinspire / 7 ขั้นตอนกอบกู้สถานการณ์…ตกงานไม่ทันตั้งตัว

Back

7 ขั้นตอนกอบกู้สถานการณ์…ตกงานไม่ทันตั้งตัว

2 weeks ago

ปัจจุบันในการเป็นพนักงานออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง สิ่งหนึ่งที่พนักงานทั้งหลายต้องเตรียมใจและพร้อมรับมืออยู่เสมอนั่นก็คือ ความเปลี่ยนแปลง

หากคุณทำงานในบริษัทใหญ่ที่คิดเสมอว่าคุณและบริษัทจะเติบโตไปพร้อมๆ กัน วันหนึ่งบริษัทเกิดมีปัญหาสะดุดต้องหยุดกิจการกลางคัน พนักงานจำนวนมากตกงานเพราะบริษัทปิดกิจการหรือล้มละลาย  ซึ่งถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น สิ่งแรกที่คุณจำเป็นต้องมีคือ สติในการลำดับเหตุการณ์และพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป

ถ้ายังลำดับขั้นตอนสิ่งที่ต้องทำไม่ถูก ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้

 

 7 ขั้นตอนกอบกู้สถานการณ์…ตกงานไม่ทันตั้งตัว

 

1. ทำใจยอมรับความจริงและสำรวจสิทธิประโยชน์ที่คุณพึงได้จากการตกงาน

ตกใจ เสียใจ ท้อใจ ทำได้แต่อย่านาน อย่ามัวจมปลักและฟูมฟาย จากนั้นลองเช็กดูสิว่าคุณมีสิทธิประโยชน์อะไรอยู่บ้าง เงินชดเชยที่ต้องได้รับเมื่อบริษัทปิดกิจการ รายละเอียดตรงจุดนี้ เงินชดเชยแต่ละคนมักแตกต่างกันไปตามตำแหน่ง หน้าที่ ระยะเวลาการทำงาน หรือตามการตกลง หากไม่แน่ใจให้เช็กกับฝ่ายบุคคลของบริษัทในเบื้องต้น หากคุณได้สมัครสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้  ให้เช็กสถานภาพและยอดเงินที่จะต้องได้รับให้ถูกต้อง และอย่าลืมให้บริษัทออกหนังสือรับรองการทำงานให้คุณด้วย (หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัท สามารถปรึกษากรมแรงงานเพื่อรักษาสิทธิของลูกจ้างได้)

 

2. ติดต่อสำนักงานประกันสังคม

เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากการเป็นผู้ว่างงาน อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทำงานเกือบทุกคน ควรจะเช็กด้วยว่าตัวเองจะได้รับการคุ้มครองเรื่องการรักษาพยาบาลถึงเมื่อไร ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะได้รับการคุ้มครองต่อไปอีก 6 เดือนหลังจากตกงานหรือออกจากงาน  ที่สำคัญควรรีบไปขึ้นทะเบียนคนว่างงานภายในระยะเวลา 30 วัน ตั้งแต่ออกจากงานด้วย เพราะตามเงื่อนไขของประกันสังคม ผู้ที่ส่งเงินสมทบติดต่อกัน 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนว่างงานจะสามารถขึ้นทะเบียนคนว่างงานและรับเงินชดเชยได้ โดยหากถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินชดเชยในจำนวน 50% ของรายได้ เป็นระยะเวลา 6 เดือน คำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน)

ส่วนในกรณีลาออกก็จะได้รับชดเชย 30% ของรายได้ เป็นเวลา 3 เดือน คำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน) โดยคุณสามารถไปยื่นเรื่องที่สำนักงานจัดหางานของรัฐได้ทุกแห่ง

  

3. เตรียมเรซูเม่ให้พร้อม

ค้นดูสิว่าเรซูเม่ที่เคยใช้สมัครงานครั้งก่อนๆ นั้น ข้อมูลตกยุคไปหรือยัง นำมาปัดฝุ่นใหม่และอย่าลืมเติมข้อมูลที่น่าสนใจของคุณหรือประสบการณ์ต่างๆ ที่มีมากขึ้นเพิ่มเติมเข้าไปด้วยล่ะ บางคนอาจครีเอทเป็นพรีเซนเทชั่นแบบง่ายๆ ที่มีลูกเล่นและน่าสนใจในสายงานของคุณไปเลยก็ได้ ทำให้บริษัทใหม่ที่คุณไปสมัครงานรู้ว่าคุณน่ะมีของ ไม่ใช่เล่นๆ เหมือนกัน

 

4. มองหางานใหม่จากหลากหลายแหล่ง

หากคุณยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้างและไม่ได้มีภาระต้องรับผิดชอบมากนัก คุณอาจค่อยๆ มองหางานที่ถูกใจไปสักระยะ แต่ถ้าคุณไม่ได้มีเงินเก็บมากนักและมีภาระทางการเงิน เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางการเงินและในการใช้ชีวิตมากนัก การใช้บริการผ่านเว็บไซต์ช่วยหางานที่มีมากมายในโลกออนไลน์ก็อาจจะช่วยคุณได้มากยิ่งขึ้น

 

5. เป็นฟรีแลนซ์ระหว่างว่างงานก็น่าสนใจ

เดี๋ยวนี้ผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะทำงานอิสระหรือที่เรียกกันติดปากว่าฟรีแลนซ์นั่นแหละ  หลายคนชอบที่ไม่ต้องรีบเร่งแข่งขันกับเวลาในตอนเช้าที่รถติดสุดๆ สามารถทำงานที่บ้านได้อย่างสบายๆ เมื่อถึงเวลาก็ไปส่งงานทางอีเมลหรือออกไปส่งงานลูกค้าในบางวัน อยากนอนตอนไหนหรือตื่นตอนไหนก็ได้ แต่งานประเภทนี้ข้อเสียก็คือไม่ได้มีงานเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องคอยติดตามการจ่ายเงินที่อาจไม่เป็นเวลามากนัก หากอยากมีรายได้ดีคุณอาจจะต้องอาศัยคอนเนกชั่นที่ดีหรือได้รับการบอกต่อจากลูกค้าประกอบด้วย เดี๋ยวนี้หลายๆ อาชีพสามารถทำแบบอิสระได้ ทั้งงานบัญชี  ออกแบบ งานเขียน งานครีเอทีฟ งานช่างภาพ งานติวเตอร์ ฯลฯ

 

6. กรมจัดหางานช่วยคุณได้

หากหางานใหม่แล้วก็ยังหาไม่ได้ จะหาอะไรทำเป็นรายได้เสริมก็คิดไม่ออก แรงบันดาลใจไม่เกิด ขอแนะนำให้ขึ้นทะเบียนตนเองกับกรมการจัดหางาน หน่วยงานนี้นอกจากเป็นตัวช่วยในการหางานใหม่ให้คุณแล้วยังมีการฝึกอบรมดี ๆ ที่น่าสนใจมากมาย สามารถนำไปพัฒนาสร้างเป็นอาชีพหรืออาจได้ไอเดียใหม่ๆ สู่การประกอบธุรกิจส่วนตัวในอนาคตต่อไป โดยคุณเองสามารถไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานจัดหางานได้ทั่วประเทศ

 

7. อย่าลืมจัดระเบียบค่าใช้จ่าย ตัดรายจ่ายไม่จำเป็นทิ้ง

ในขณะที่ตกงานอยู่ คุณอาจต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น คำนวณเงินที่มีอยู่ให้ดีว่าจะสามารถใช้ในการดำเนินชีวิตและดูแลครอบครัวได้ยาวนานแค่ไหน และหากมีเหตุฉุกเฉินหรือเจ็บป่วยควรทำอย่างไร อะไรที่ไม่จำเป็นในช่วงนี้ก็พยายามอย่าจ่ายออกเป็นดีที่สุด

 

สำหรับคนที่ล้มแล้วลุกได้ไว มีแรงใจที่จะสู้ต่อไม่ท้อถอย เชื่อเถอะว่าคุณต้องได้งานใหม่ดีๆ ที่น่าสนใจอย่างแน่นอน อย่ามัวโทษตัวเองหรือโทษบริษัท ถือว่านี่คือประสบการณ์อีกรูปแบบหนึ่งแล้วก้าวเดินต่อไป

 

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

Hima in the rain

อดีตนักเรียนศิลปะที่หลงรักการอ่าน ชื่นชอบการเขียน เพียรฝึกทำอาหาร สนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว การใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยว ระบบการศึกษาในสังคม เรื่องราวปฏิสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในโลกยุคเก่าและโลกยุคใหม่อันมีเสน่ห์ที่แตกต่างแต่สามารถเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงซึ่งกันและกัน