Home / Youinspire / 9 บทเรียนที่คุณสามารถเรียนรู้ได้
จากบริษัทนวัตกรรมชั้นนำของโลกในปี 2018 นี้

Back

9 บทเรียนที่คุณสามารถเรียนรู้ได้
จากบริษัทนวัตกรรมชั้นนำของโลกในปี 2018 นี้

8 months ago

เคยตั้งข้อสงสัยไหมว่า อะไรเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้บริษัทชั้นนำระดับโลก เติบโต แข็งแกร่ง พัฒนา และก้าวกระโดดไปข้างหน้าไม่หยุดนิ่ง

คำตอบเริ่มต้นง่ายๆ แค่พวกเขาให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่สร้างสรรค์ การฝึกฝนระเบียบวินัยของพนักงาน ยิ้มรับเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง

เว็บไซต์ Fastcompany ถอดแนวคิด 9 บทเรียนที่บรรดาองค์กรระดับโลก ใช้เป็น ‘รหัสลับ’ ที่นำพาองค์กรก้าวข้ามปี 2018 นี้

 

1. เราจะไม่ดูถูกตนเอง

DON’T LOOK DOWN อย่าดูถูกตัวเอง  ทิม คุ้ก  CEO  ของ Apple กล่าวว่า  ทาง Apple ไม่ได้ยึดติดอยู่กับราคาหุ้น แต่ให้ความสนใจกับสิ่งที่เรียกว่า นาฬิกา 90 วัน”  

‘นาฬิกา 90 วัน’ ก็คือรายการการทำงานในช่วงแต่ละไตรมาส รวมไปถึงแผนการทำงานระยะยาวมากกว่า

มากไปกว่านั้น อีกหนึ่งความลับของ Apple คือ พวกเขาให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างความเร็ว  Passion แรงปรารถนาในการพัฒนาสินค้า และความอดทนเพื่อความสมบูรณ์แบบ

 

2. เฝ้าระวังทุกฝีก้าว

BUT WATCH YOUR STEP ระวังทุกฝีก้าว รู้เขา รู้เรา และไม่หวั่นไหวไปกับกระแสใดๆ

 

3. ใส่ความรับผิดชอบลงไปในองค์กร และในแบรนด์

RESPONSIBILITY IS IN THE MIRROR ความรับผิดชอบนั้นสะท้อนอยู่ในบานกระจกของการทำงาน และควรเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจ นี่คือแนวคิดของปี 2018 และปีต่อจากนี้  แบรนด์เสื้อผ้าเอาต์ดอร์อย่าง  Patagonia ก็ปล่อยแนวคิดประจำปีนี้ ผ่าน CEO หญิงแกร่ง Rose Marcario ว่า  “การหันมาสนใจโลกและทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อโลก ทำให้เราได้พบกับตลาดแห่งใหม่ และยังช่วยทำเงินให้กับเรามากขึ้นด้วย” นอกจากนี้ เธอยังได้ลงทุนไปกับระบบการรีไซเคิลและการเริ่มต้นนำเอาวัตถุดิบกลับมาใช้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็เหมือนกับเป็นการท้าทายเหล่านักการเมือง หลายๆ แบรนด์ทั่วโลก ก็เริ่มต้นนำผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดหรือมีความเกี่ยวข้องกับ ‘เคมี’ ออกจากชั้นวางสินค้าบ้างแล้ว เป็นอีกหนึ่งสิ่งเล็กๆ ที่ร่วมแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อโลกของเรา

 

 

                                                                                                           ภาพจาก :https://www.akom360.de/blog 

4. เปิดเผย โปร่งใส เป็นอีกหนึ่งกิมมิก

บางบริษัทเต็มใจที่จะเปิดเผยผลกำไรขั้นต้นของราคาสินค้าในแต่ละผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองขายได้ ดูอย่างแบรนด์เสื้อผ้าสไตล์มินิมอล EVERLANE สิ ที่เปิดเผยตั้งแต่ค่าวัสดุ ค่าแรงตัดเย็บ ค่าขนส่ง นั่นเพราะอายว่าผู้บริโภคของเขาจะต้องพบเจอกับอะไร กลับกันเทคนิคอาจทำให้ลูกค้าหลายๆ คน ไม่กล้าต่อราคาด้วยซ้ำ การเปิดเผย โปร่งใส ทำให้ง่าย และชัดเจน  ที่สำคัญการเปิดเผยราคานี้ทำให้แบรนด์มีแต้มต่อในการทำราคาที่ถูกกว่าแบรนด์คู่แข่งด้วยซ้ำ

 

 

                                                                                                ภาพจาก : https://www.fentybeauty.com 

5. ไปให้กว้างกว่าที่ตัวเองทำอยู่

เพราะความหลากหลายนั่นคือโอกาส ทาง Marvel Studio ได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งผู้นำอีกครั้งและยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยการวางเดิมพันกับเหล่าฮีโร่ใหม่ๆ ส่วนทาง Netflix เองก็ได้มอบสิทธิพิเศษให้กับเหล่าเด็กๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยรถจักรยานยนต์ ทาง Sephora ก็ได้ตั้งเป้าผลิตภัณฑ์ของตัวเองเอาไว้โดยขยายขอบเขตของสกินโทนให้กว้างกว่าเดิม  รวมไปถึงการเป็นหุ้นส่วนกับผลิตภัณฑ์ด้านความงาม Fenty Beauty ของทางนักร้องสาว Rihanna ด้วย

 

 

                                                                                                               ภาพจาก : https://www.amazon.com

6. ถ้าอีกฝ่ายมี คุณก็ต้องมี

ในทางธุรกิจนี่คือปรากฏการณ์แบบ Momentum พลังของแบรนด์จะอยู่ที่ใคร อยู่ที่ว่าเขาปรับตัวรับแรงเหวี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน Apple ไม่ได้เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพียงแห่งเดียวที่ทำกำไรได้จากการผสมผสานความหลากหลายเข้าด้วยกัน ถ้ามองว่าฝั่ง Apple มีแม่สาว Siri ทาง Amazon เองก็ได้ออกมาพิสูจน์ให้เห็นว่ายักษ์ใหญ่แบบเขา ใช้ความเร็ว และโอกาสเป็นจุดขับเคลื่อน  ทั้งการสร้างอุปกรณ์ Amazon Echo Devices มีจุดเด่นในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการควบคุมด้วยเสียงที่สามารถตอบคำถามทั่วไป ตั้งนาฬิกาปลุก เล่นเพลง ค้นหา Wikipedia  จัดการรายการสิ่งที่ต้องทำ

 

 

                                                                                     ภาพจาก https://www.facebook.com/SpotifyThailand

7. ถ้าคุณแตกต่างและยืนลำพัง คุณก็จะโดดเด่น

เรากำลังก้าวสู่ยุคของธุรกิจที่ใหม่ และยังไม่มีใครกล้ายืนเทียบเคียง ทาง Spotify ที่ให้ความสนใจกับเรื่องของเพลงเป็นพิเศษ ในตอนนี้ก็ได้ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Apple ไปไกลพอสมควร ด้วยรายได้ที่เติบโตขึ้นถึง 52% และยังมีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 140 ล้านคน ทางแบรนด์ผู้ผลิตโดรน  DJI ก็ได้เปลี่ยนโดรนให้กลายเป็นงานศิลปะ ดังนั้น หากตำแหน่งที่คุณยืนอยู่ยังไร้คู่แข่งนัก จงขยี้แบรนด์ของคุณใช้ชัด และเจาะกลุ่มของคุณโดยเฉพาะไปเลย

 

 

                                                                                             ภาพจาก https://www.facebook.com/Sugarfina 

8. ให้มากกว่าสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง

หากคุณเป็นแบรนด์ดั้งเดิม นี่คือช่วงเวลาที่แบรนด์เหล่านี้ต้องปรับตัว เป็นมากกว่าที่ตัวเองเคยเป็น และให้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง อย่างเช่น แบรนด์ขนมหวานบนถนนเบเวอรี่ฮิลล์ อย่าง Sugarfina กำลังปรับเปลี่ยนและให้คำจำกัดความใหม่แก่ร้านของหวาน ในขณะที่ทาง Diamond Foundry ทำให้งานด้านเครื่องเพชรพลอยนั่นยุ่งยากกว่าเดิม โดยใช้งานฝีมือเป็นหลัก และเป็นจุดขายสำคัญ แม้แต่การต้อนรับของพวกเราที่เชื่องช้าก็ยังยุ่งเหยิงและวุ่นวายได้อีก เพราะเห็นเป็นร้านเพชรรุ่นคลาสสิกแบบนี้ แต่เน้นการตลาดโดยผ่านแอปนำทางและดูสภาพการจราจรอย่าง Waze นะจ๊ะ

 

 

                                                                                         ภาพจาก https://s4.thcdn.com/productimg 

9. จงมีความหวัง

KEEP THE FAITH ความหวังใช้ได้กับทุกธุรกิจเสมอ

แม้ว่าทาง Nintendo นั้นเหมือนกับจะแพ้ในสงครามเกมไปแล้ว แต่ก็สามารถดึงเอาความสนใจกลับมาด้วย Switch หรือแม้แต่ธุรกิจตรวจ DNA บรรพบุรุษ 23andMe ที่ตั้งคำถามถึงการไขรหัสพันธุกรรม เหมือนโดนค้อนทุบเข้าอย่างจังโดย FDA องค์การอาหารและยาโดยรัฐบาลกลาง ปัจจุบันทิศทางลมก็เริ่มไฟเขียวให้ธุรกิจนี้กลับมาตั้งหลักได้ใหม่ นั่นเพราะทั้งหมดนั้น…

 

หากเชื่อในแบรนด์และมั่นคงทำต่อไป ต่อไป หนทางข้างหน้าก็พร้อมรอคุณอยู่

 

 ที่มา: https://www.fastcompany.com 

Share this item