Home / Youinspire / “Sister Makeup” โรงเรียนสอนแต่งหน้า
ที่เร่ิมต้นจากแม่ค้ารองเท้า !

Back

“Sister Makeup” โรงเรียนสอนแต่งหน้า
ที่เร่ิมต้นจากแม่ค้ารองเท้า !

3 months ago

สองพี่น้องสาวสวยที่ผ่านชีวิตมามากมายหลากหลายรูปแบบ จนปัจจุบันมีโรงเรียนสอนแต่งหน้าเป็นของตัวเองในแบบที่เธอรัก ให้เทคนิคการประสบความสำเร็จกับเราแบบไม่ซับซ้อนว่า…

“ลองทำให้หมด เจอสิ่งที่ชอบแล้วอย่าหยุด
ทำให้มันจนเป็นอาชีพให้ได้”

และเรื่องราวของเธอก็ทำให้เราไม่มีข้อคัดค้านเลยว่ามันเป็นไปได้จริง ๆ จากนี้ you2morrow ขอพาทุกท่านได้ไปรู้จักกับ ครูโรส (รสสุคนธ์ เขมะสิงคิ) และครูจอย (กนกพร เขมะสิงคิ) คู่ซี้พี่น้องเจ้าของโรงเรียนแต่งหน้า Sister Makeup กันค่ะ..

จากแม่ค้าสู่เจ้าของโรงเรียนสอนแต่งหน้า

เราสองคนเป็นเด็กยากจนมาก่อน ทำงานประจำก็เดือนชนเดือน เลยหายรายได้เสริม พยายามลองทำหลายอย่างที่ได้เงิน ระหว่างนั้นในใจก็คิดเสมอว่าต้องทำอะไรสักอย่างที่เป็นของตัวเอง ต้องเป็นผู้ริเริ่ม ตั้งแต่เด็กคิดว่าคนต้องรู้จักเรา ต้องมีคนมาสัมภาษณ์เรา แต่ก็ไม่รู้หรอกนะทางมันจะเป็นอย่างไร แต่ต้องทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ เคยขายลูกชิ้น ขายสลัด จนลูกค้าเรียกกันป้าเลยนะคะ 

จนวันที่ต้องรับปริญญา เรากลัวว่าจ้างช่างแต่งออกมาแล้วหน้าแก่ เลยเลือกที่จะฝึกแต่งเอง ตอนนั้นก็ตาฟ้ามาเลยค่ะ ฮาๆๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือเหมือนได้เจอสิ่งชอบแล้วนะ ถึงแม้จะยังทำได้ไม่ดีค่ะ เรารู้สึกว่าการแต่งหน้ามันสงบ ก็หลงไหลมันมาตั้งแต่วันแรก ฝึกมาเรื่อย ๆ มุ่งมั่น มุ่งมั่นไม่พอ กลายเป็นหมกมุ่นไปเลย จนบางครั้งดึกแล้วตีสองยังแต่งหน้ากันอยู่เลย จนถึงวันนี้ก็ 12 ปีแล้วค่ะที่อยู่กับการแต่งหน้ามา

หลัง ๆ จากที่ทำงานประจำก็เปลี่ยนมาขายรองเท้าอยู่ริมฟุตบาท(สมัยที่เขายังไม่ไล่ที่) เงินก็ได้ไม่เยอะนะคะ แต่เรามีเวลามากขึ้น และเป็นอิสระกว่า ช่วงเวลาที่ไม่มีลูกค้าก็เอาล่ะ.. แต่งหน้า! ก็คอยเช็กหน้ากันตลอด หล่อนจืดแล้วนะ ฉันจืดหรือยัง จนลูกค้าพูดกันว่า “นี่ ๆ ไปซื้อรองเท้าร้านสองพี่น้องสวย ๆ สิ” แบบนี้เลย คนก็เริ่มมาขอถ่ายรูปบ้าง และลูกค้าแต่งหน้าจริง ๆ ก็เริ่มจากร้านขายรองเท้านั้นแหละค่ะ

 

ที่มาของการได้เป็นกระทู้แนะนำในพันทิป !

ช่วงที่เราขายรองเท้า มันจะมีช่วงวิกฤติการณ์เมือง ที่มีเผาเมือง ปิดสนามบิน การค้ามันเงียบมากค่ะ เคว้งไปเลย เราเลยตัดสินใจปิดร้าน กลับต่างจังหวัด กลับบ้านไปก็ขายลูกชิ้น เรารู้สึกว่าทำน้ำจิ้มอร่อยนะ ฮาๆๆ นำ้มันจากการทอดก็เอาไปขายต่อ ถามว่ามีกินมั้ย ก็มีนะคะ แต่ไม่ได้มีใช้ในแบบที่เราต้องการ ด้วยความที่เรารักการแต่งหน้าอยู่ ก็คิดว่าเราจะอยู่แบบนั้นไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ เลยลองแต่งหน้าลงพันทิปค่ะ เป็นครั้งแรกที่เราลงเลย ปรากฎว่าได้ขึ้นกระทู้แนะนำ อาจเพราะแต่ก่อนจะมีแต่บลอกเกอร์ขาว ๆ เราอาจจะแปลกใหม่เป็นผิวแทน จากนั้นคนก็เริ่มถามว่าติดตามได้ที่ไหน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสร้าง facebook ขึ้นมาค่ะ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อ Sister Makeup เลยค่ะ

 

การสอนครั้งแรก กับเงินเก็บก้อนสุดท้าย

เราลงผลงานไปเรื่อย ๆ จนวันนึงก็มีคนมาอินบอกซ์ขอเรียนแต่งหน้ากับเรา เขาบอกว่าจะเรียนกัน 6 คน ที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเราอยู่บุรีรัมย์ เราคิดคนละ 1500 เราลองบวกค่าใช้จ่ายค่ารถ แต่ก็ยังไม่มีเครื่องสำอางค์สำหรับนักเรียน เลยใช้เงินเก็บครูโรสทั้งหมดเลย สองหมื่นสุดท้าย! ซื้ออุปกรณ์ให้นักเรียนหมดเลย ระหว่างทางขับรถไปกรุงเทพฯ เราก็ซ้อมเล่นมุขกัน ว่าตอนสอนเราจะคุยอย่างไรนะ ทุกอย่างมันตื่นเต้นสดใสมาก

พอขับไปได้กลางทางแล้ว น้องเขาโทรมาตอนเที่ยงคืน แล้วบอกกับเราว่า “เพื่อนที่จองไว้อีก 5 คนไม่มีใครมาเลยค่ะ”
เราก็เครียดสิคะ ของก็ซื้อมาหมดแล้ว น้ำมันเหลืออยู่ครึ่งถัง ตอนนั้นจอดรถนิ่งอยู่ข้างถนนเลย จากที่ตื่นเต้นจะไปสอนกลายเป็นเคว้ง
ก็มาคุยกันว่าเหลือคนเดียว 1500 บาท แต่ก็ตัดสินใจ ไปดีกว่า อย่างน้อยก็มีค่าน้ำมันกลับบ้าน..

“อย่ายอมแพ้ไปก่อน”

สอนเสร็จแล้วเราก็ลงรูปที่สอน เพื่อนเขาที่ยกเลิกไปก็มาเห็นแล้วเห็นว่าสอนดีก็ติดต่อกลับมาเรียนครบเลยค่ะ ก็คิดเสมอว่าถ้าวันนั้นเราเลือกที่จะกลับบ้านไป เราอาจจะยังมาไม่ถึงจุดนี้ก็ได้

พ่อยิ่งดุ ลูกยิ่งสตรอง

เล่าอะไรให้ฟังแล้วกัน ไม่เคยได้เล่าอะไรที่ไหนเลยนะคะ เนื่องจากชีวิตตอนเด็กของเราค่อนข้างที่จะยากจน พ่อดุมาก! ไม่เคยตีด้วยไม้เรียวนะคะ ลำแข้งล้วน ๆ ก็สร้างความสตรองให้เรา แต่ตอนนั้นเราไม่ได้มาคิดเลยว่ามันคือว่าลำบากรึเปล่า เราแค่คิดว่าเราเกิดมาเป็นแบบนี้ สิ่งนึงที่จำได้แม่นเลยคือรอบข้างเขาจะมองว่าเราเป็นครอบครัวที่มีปัญหา ทะเลาะกันเสียงดัง ทุกคนตราหน้าเรา เคยเล่นกับเด็กแถวบ้าน แล้วพี่สาวเขามาดุว่า “แม่บอกไม่ให้เล่นกับพี่จอยพี่โรสไง” เพราะในสายตาคนอื่นเราคือเด็กไม่ดี คนอื่นจะมองเราเลยว่ายังไงก็เรียนไม่จบแน่ๆ

แต่ว่าสิ่งที่เราไม่เคยทิ้งเลยเราไม่เคยทิ้งการเรียน ไม่ว่าจะทำอะไรคิดถึงหน้าพ่อแม่ก่อน…

คิดว่า.. ถ้าทำไม่ดีก็จะโดนกระทืบไง ฮาๆๆ 

แต่สถานการณ์ที่เราโตมามันทำให้เราต้องมองหาสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้ ไม่เช่นนั้นชีวิตเราจะแย่ไปเลย เป็นแบบนี้สะสมมาเรื่อยๆ ทำให้เรามองอะไรเป็นบวกไปหมด ก็ต้องขอบคุณพ่อที่ทำให้เราสองคนสตรองมาก ทำให้เรากลายเป็นคนที่คิดบวก ชีวิตที่ผ่านมาเลยไม่เคยรู้สึกว่ามันมีอุปสรรคอะไรเลยค่ะ
ฝากเลยคือ…เวลาเราเห็นเด็กที่เขาเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี จริง ๆ แล้วมันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ช่วยให้โอกาสเขา

 

“สิ่งแวดล้อม…มันไม่เข้มแข็งไปกว่าเท่าจิตใจของเราหรอก”

 

แล้วชีวิตวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?

ก็ภูมิใจที่ได้สอนลูกศิษย์ เห็นทุกออกไปมีชีวิตที่ดีขึ้น สวยขึ้น หรือหาเลี้ยงชีพได้ บางคนเข้ามาเรียนทั้งที่ชีวิตอยู่ในช่วงวิกฤติ เหลือเงินก้อนสุดท้าย เขาบอกเราว่า “ขอฝากความหวังไว้ที่นี่” เราก็คิดเลยว่าแต่ก่อนเราไม่มีเงินมาเรียนแบบนี้แน่นอน ในเมื่อทุกคนมาพร้อมความหวังเราก็ต้องทำเต็มที่

และความเป็นลูก ทุกคนอยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ และแม้วันนี้คุณพ่อของเราจะเสียไปแล้ว ก็เชื่อว่าท่านคงภูมิใจในตัวเราแน่นอนค่ะ

 

สิ่งที่รัก นานแค่ไหนก็ไม่เบื่อ

ตอนนี้เรามีแผนจะเปิดคลาสเอฟเฟคเพิ่ม ที่เราไปเรียนที่ฮอลลีวูด ครูที่สอนเราเขาก็ได้ 3 รางวัลฮอลลีวูด ทุกคนเก่งมากแล้วเราก็เปิดดูผลงานเขา นี่หรอครูของเรา สุดยอดไปเลย เทคนิคที่อยู่ในหนัง หลังจากเรียนเรารู้สึกว่าต้องมาเปิดที่บ้านเราให้ได้ ให้บ้านเราแต่งเอฟเฟคกันได้เนียนขึ้น จากแต่ก่อนเราเคยแต่งเอฟเฟคก็คิดว่าเนียนแล้ว พอได้ไปเรียนของเขา มันทำได้มากกว่านั้น และอยากทำโรงเรียนให้ครบวงจรมากขึ้น ดูอินเตอร์กว่านี้ คือตอนนี้ยังเป็นเน้นแต่งสวยมากกว่า เราหวังว่าอนาคตช่างหนึ่งคนที่จบจากโรงเรียนเราไปจะสามารถแต่งได้ทุกแบบ

แต่บ้านเราอาจจะติดในเรื่องวัสดุชอุปกรณ์ที่ใช้ด้วย เราก็อยาจะเป็นผู้นำเข้าสินค้าเหล่านั้นด้วยค่ะ

นอกจากเรื่องโรงเรียนแล้ว ตัวเราเองก็อยากไปเรียนแต่งหน้าจากทั่วโลก เพราะสไตล์แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แม้แต่เอเชียด้วยกันเอง ตอนนี้ไปอเมริกาแล้ว ปีหน้าก็จะไปยุโรป ตะวันออกกลาง ความคาดหวังว่าปีละประเทศ เพราะแต่ละประเทศก็ใช้เวลาเกือบปีแล้ว แต่ละครั้งที่เราไปเรียนเราจะได้เจอเพื่อนช่างแต่งหน้าเก่ง ๆ จากทั่วโลก

สิบกว่าปีที่ผ่านมาเราไม่เคยเบื่อเลย แม่แต่นาทีเดียวก็ไม่เคยเบื่อ
อย่างที่ไปเรียนเพิ่มเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ ไม่เคยรู้สึกเลยว่าต้องทำงาน ที่ทำเพราะอยากทำอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ เรารู้สึกว่าที่เรารู้มันไม่ถึง 5% ของศาสตร์นี้ เราจึงต้องเรียนรู้เพิ่มเติม รู้สึกว่าแต่งทุกวันเราก็พัฒนาขึ้นทุกวัน

อีกอย่างนึงเรามีโรงเรียนของตัวเองแล้ว เรามีสนามฝึกที่ใหญ่กว่าคนอื่น ถ้าเป็นช่างอาจแต่งได้วันละคนสองคน เราเป็นครู ตกเดือนนึงเราได้แต่งหน้า 300 กว่าคน โอกาสดีขนาดนี้จะไม่ฝึกฝนให้เก่งขึ้นก็น่าเสียดาย

นี่คิดว่าคงแต่งหน้าไปจนกว่าจะหมดแรง จนกว่าจะถือแปรงไม่ไหวไปเลย เหมือนมันอยู่ในสายเลือดไปแล้วค่ะ ฮาๆๆ

 


เทคนิคการประสบความสำเร็จ สไตล์ Sister Makeup

1. ต้องลองทำ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ เราก็รู้สึกว่าเราชอบขายลูกชิ้น เก็บเงินไปเรียนเป็นดีเจก็เคย เพราะเราชอบพูด ช่วงกลับต่างจังหวัดเคยจะเปิดแพให้คนเช่า สุดท้ายแล้วเราก็จะรู้ว่ามัน “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

2. ถ้ารู้แล้วว่าชอบอะไร อย่าหยุด ให้พัฒนาต่อ พัฒนาสิ่งที่รัก ฝึกฝนจนชำนาญ แล้วทำเป็นอาชีพ 

3. จริงใจกับทุกสิ่งที่เราทำ กลยุทธทางการตลาดที่ดีที่สุดคือความจริงใจ

บางคนเจอแล้ว…แต่ดันหยุด มันน่าเสียดายนะคะ บางคนบอกหาตัวเองไม่เจอ คุณลองแค่อย่างเดียวหรือเปล่า ?


 

FYI :

  • รับแต่งหน้าบ่าวสาวคู่แรกที่ร้านรองเท้า เป็นชาวซีเรียลี้ภัยมา และงานแต่งของไม่มีแขกในงานเลยเพราะเขาเพิ่งมาอยู่ไทย จึงกลายเป็นแขกสองคนในงานเขา ทำให้ประทับใจมากเพราะไม่ได้ดูแค่การแต่งหน้า เป็นเหมือนมิตรภาพ เพราะอยู่ด้วยตั้งแต่ตี 4 จนถึงเย็น
  • เคยแต่งหน้าให้สาว ๆ ที่ทำงานบาร์จนได้สามี จึงรู้สึกว่าการแต่งหน้าเป้นเรื่องมหัศจรรย์มาก
  • ไม่ว่าโรงเรียนจะเติบโตแค่ไหน ก็ยังคงสอนเองทุกคลาส
  • เคยคิดเล่น ๆ ตอนเด็ก ๆ ว่าเราจะต้องมีชื่อเสียง เลยเตรียมตัวกลัวอะไรแปลก ๆ อย่างเช่น กลัวทิชชู่ !

Share this item