Home / Youinspire / เปิดกระเป๋าสตางค์เศรษฐี เรียนรู้ 5 แนวคิดการใช้เงิน

Back

เปิดกระเป๋าสตางค์เศรษฐี เรียนรู้ 5 แนวคิดการใช้เงิน

2 weeks ago

 เปิดกระเป๋าสตางค์ของเศรษฐีพันล้าน นักลงทุน และคนสำเร็จ…พวกเขามีแนวคิดการใช้เงินอย่างไร

รู้ไหมว่าจำนวนเศรษฐีพันล้าน 585 คนในสหรัฐฯ  อย่างน้อยจะต้องมี 360 คน ที่สร้างหนทางแห่งโชคชะตาด้วยตัวเอง พวกเขาประสบความสำเร็จได้จากการทำงานหนัก มีความตั้งใจ มีแรงจูงใจ และอยู่ถูกที่ถูกเวลา ที่สำคัญเส้นทางของความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องง่าย

มาดูกันสิว่า บรรดานักลงทุน ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ และมหาเศรษฐีทั้ง  5  คน เขามีวิธีคิด และวิธีการใช้เงินอย่างไร

 

เปิดกระเป๋าสตางค์เศรษฐี เรียนรู้  5 แนวคิดการใช้เงิน

 

1. ทำตัวให้ “จน” เข้าไว้

ภาพจาก : https://www.cnbc.com 

คริส แซคคา (Chris Sacca)  นักลงทุน ผู้สนับสนุนแบรนด์ Twitter, Uber, Instagram และรวมไปถึง Kickstarter  ผู้เคยปรากฏตัวเป็นที่ปรึกษาในรายการธุรกิจยอดฮิต Shark Tank

คำแนะนำที่เขาอยากบอกกับคนรุ่นใหม่คือ

จงอย่าใช้เงิน ! ให้คุณเก็บเงินเอาไว้ให้ดี

พร้อมกับคิดเสมอว่า สิ่งใดมีความสำคัญ เรียงลำดับก่อนหลังเอาไว้ เพื่อให้คุณอยู่ได้ในระยะยาว

“การเป็นคนจนเสียตั้งแต่ในตอนนี้ อาจหมายถึงอิสรภาพที่มากกว่า แล้วเราค่อยไปตัดสินใจเลือกเอาทีหลัง”

ตัวเขาเองก็ได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมการใช้เงินของคนทั่วไปว่า บ่อยครั้งที่คนเรามักจะใช้จ่ายเกินตัวไปกับสิ่งของที่จะมาสนองความต้องการของตัวเอง ทำให้มีหนี้สินกองจนท่วมหัว ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย คุณจะมีเงินเหลืออีกเยอะ และอาจจะมากพอที่จะทำให้คุณไปเริ่มต้นกิจการอะไรใหม่ๆ ได้ด้วยซ้ำ

สำหรับนักลงทุนหนุ่มไฟแรงที่หวังจะเดินตามเส้นทางของเขา เขาขอเตือนเอาไว้ว่า มันไม่ใช่เส้นทางที่ง่ายเลย นักลงทุนแต่ละคนย่อมต้องสร้างหนทางด้วยตัวเองเพื่อไปให้ถึงจุดที่ต้องการหรือประสบความสำเร็จ

 “ไม่มีเส้นทางลัดที่จะทำให้มาถึงจุดที่ผมอยู่ได้หรอกนะ แล้วก็ไม่มีสูตรอะไรที่จะให้เอาไปทำซ้ำด้วย”

 

2. จงมีเรือชูชีพ

ภาพจาก : www.entrepreneur.com 

รีด ฮอฟฟ์แมน (Reid Hoffman) ฉายาที่ปรึกษาแห่ง Silicon Valley นอกจากบทบาทผู้บริหารที่สร้างแบรนด์หลายๆ แบรนด์ เขายังเป็นนักลงทุนตัวเอ้แห่ง Silicon Valley เขาคือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn และเว็บจัดหาคู่ SocialNet เป็นกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Paypal และยังเคยทำงานให้กับ Apple Computer’s eWorld ด้วย (หนึ่งในโปรเจ็กต์ยุคแรกๆ ของ Apple)

ตอนนี้เขาทำงานด้านให้การศึกษาแก่เหล่านักลงทุน ทั้งการด้านวางแผนและความเสี่ยงของการลงทุน เทคนิคในการจัดการกระเป๋าสตางค์ของเขาคือ จงมี “ABZ planning” สมมุติว่าคุณได้วางแผน A ว่าคุณอยากจะทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งและอยากจะปล่อยมันออกสู่ท้องตลาด อาจจะเป็นงานที่คุณกำลังทำอยู่ เพื่อต่อยอดไปสู่ระดับโลก คุณจำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า แผน B หรือแผนสำรองอยู่เสมอ กรณีถ้าคุณไม่สามารถทำตามสิ่งที่วางแผนเอาไว้ในแผน A ได้สำเร็จ บางทีแผน B นี้อาจจะเป็นงานสำรองที่คุณเองกำลังทำอยู่ หรืองานที่คุณกำลังคิดว่าอยากจะไปสมัคร แผน B ควรจะเป็นแผนที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ ควรจะมีสำรองไว้มากกว่าหนึ่งเผื่อในกรณีที่แผน A ล้มเหลว

ถึงอย่างนั้นแผน B ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี และคุณยังต้องการสิ่งที่เรียกว่า “แผน Z” ด้วย ซึ่งเจ้าสิ่งนี้จะเปรียบได้กับจุดปลอดภัยของคุณในกรณีที่ทุกอย่างล้มเหลวหมด คุณจะยังไม่ถูกทิ้งขว้างหรือถูกทำลาย สิ่งนี้เองที่เขาเรียกว่าเรือชูชีพ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก  เพราะในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคุณถูกฟ้องจนล้มละลาย กลายเป็นคนไร้บ้าน คุณก็คงไม่อยากจะแบกรับความเสี่ยง เรือชูชีพคือคำตอบสุดท้าย

 

3. มีกองทุนฉุกเฉินสำรองไว้เสมอ

ภาพจาก : https://18yarddotcom1.files.wordpress.com 

ชีวิตคนเรามันไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีพันล้านกันได้ง่ายๆ หรอก นี่คือแนวคิดของ จอห์น พอล โจนส์ เดอโจเรีย (John Paul Jones DeJoria) เราอาจจะยังไม่คุ้นว่าเขาเป็นใคร ลองมาฟังเรื่องราวของเขากัน

จอห์นเกิดในครอบครัวอพยพที่มีฐานะยากจน เขาจึงต้องเริ่มทำงานเมื่ออายุได้ 9 ปี โดยการขายบัตรอวยพรและส่งหนังสือพิมพ์เพื่อหารายได้เสริม และเมื่อเขาโตขึ้น เขาก็กลายเป็นคนไร้บ้านอยู่หลายต่อหลายครั้ง  ทำมาหลายอาชีพ จนวันหนึ่งเขาได้ทำอาชีพเซลขายแชมพูตามบ้าน ในปี 1980 และโชคชะตานี้เองพาให้เขาได้พบกับช่างผมชื่อ พอล มิทเชลล์ (Paul Mitchell) ที่มาของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับโลกก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และเขาเองก็รู้สึกอยากจะลงทุนสร้างธุรกิจขึ้นมาอีก รวมไปถึงการก่อตั้ง Patrón Spirits Co. ขึ้นมา (ธุรกิจผลิตเหล้าเตกีล่าชื่อดัง) แต่ช่วงปีแรกๆ หลังจากก่อตั้งบริษัทนี้ เดอโจเรียพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หลายครั้งที่เขาต้องตามจ่ายบิลย้อนหลังไปกับธุรกิจดูแลเส้นผมที่เขายังไม่ค่อยมีประสบการณ์ หลังจากที่ผ่านไปได้ราวๆ สองปีทุกอย่างจึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง

คำแนะนำของเดอโจเรียสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่คือ  ก่อนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจใดๆ จงทำให้มั่นใจเสียก่อนว่าตัวเองมีเงินทุนสำรองไว้ก่อนแล้ว

ก่อนที่จะเริ่มลงทุนสร้างบริษัท  มั่นใจก่อนว่าตัวเองมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายภายในระยะเวลาหกเดือน”

 

4. อย่าออกจากงานประจำที่ทำอยู่

ภาพจาก :  https://www.entrepreneur.com 

ซาร่า เบลคลีย์ (Sara Blakely)  ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชุดชั้นในชื่อดัง Spanx เธอคือหญิงสาวที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยถูกจัดอันดับรวมเข้าไปอยู่ใน Forbes World’s Billionaires List  ก่อตั้ง Spanx ตอนอายุ 27 ปีและใช้เงินที่เก็บรวบรวมมาแทบจะทั้งชีวิตราวๆ  $5,000 เหรียญ เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองกระเตื้องขึ้นมาจากพื้น

ช่วงแรกธุรกิจของเธอก็ค่อยๆ เป็นไปอย่างช้าๆ หลายครั้งที่ธุรกิจของเธอทำท่าเหมือนจะไปไม่รอด ต้องมาเจอกับทางตัน แต่เธอก็ยังยืนกรานที่จะทำมันต่อ จนในที่สุดเจ้าของโรงงานผลิตสินค้าคนหนึ่ง (ที่ได้ไอเดียมาจากผู้เป็นลูกสาวของเขา) ก็ได้ตัดสินใจลองดูกับเธอสักตั้ง ในขณะเดียวกันตัวของเธอก็ยังคงไปทำงานประจำไม่ได้ขาด แล้วก็ทำธุรกิจ Spanx ของเธอเป็นงานเสริม จนมั่นใจว่าสภาวะทางการเงินของมันน่าจะไปรอดได้ด้วยตัวเองแล้ว

เบลคลีย์พยายามประหยัดให้ได้มากที่สุด ไม่สร้างหนี้สินเพิ่มจากการทำธุรกิจของตัวเอง และเธอก็ยังเขียนสิทธิบัตรของตัวเองขึ้นมาโดยการใช้สมุดจด และออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ เธอไม่เคยรับเงินลงทุนจากคนอื่นเลยและเธอยังลงทุนทำอะไรด้วยตัวเองเพื่อให้บริษัทนั้นกลายเป็นของเธอทั้งหมด 100% โดยไม่มีหนี้สินใดๆ ตกค้างอีกด้วย

 

 

5. จงเข้าใจว่าเส้นทางของนักลงทุนมีความเสี่ยงสูง

ภาพจาก : https://medium.com 

ดัสติน มอสโควิตซ์ (Dustin Moskovitz) กลายเป็นเศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook และยังช่วยเพื่อนร่วมห้องอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ดำเนินการปล่อยเว็บไซต์โซเชียลมีเดียดังกล่าวจากที่ห้องพักในหอที่วิทยาลัย นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง Asana วิสาหกิจที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่มอสโควิตช์ ก็ยังให้คำเตือนแก่คนอื่นๆ  ที่ต้องการจะเป็นนักลงทุนอีกด้วยว่า เส้นทางดังกล่าว มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยถ้าจะหวังในเรื่องความมีชื่อเสียงหรือโชคลาภ

“แน่นอนว่าเส้นทางของนักลงทุนนั้นเป็นเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง รวมไปถึงโอกาสที่จะได้กลายเป็นเศรษฐีพันล้าน หรือแม้แต่เศรษฐีร้อยล้านก็ตาม  สถานะดังกล่าวนั้นถือว่ามีโอกาสน้อยมากๆ มีบริษัทเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่ไปถึงจุดดังกล่าวได้”  เขาได้กล่าวเอาไว้กับนักศึกษาสาขาธุรกิจที่มหาวิทยาลัย Stanford

“การลงทุนย่อมต้องใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งยังเหนื่อยมากและเสน่ห์ดึงดูดก็น้อย เส้นทางสู่ความร่ำรวยที่แน่นอนกว่าก็คือการเข้าร่วมกับบริษัทหรือองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว และช่วยทำให้พวกเขาเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนว่าโอกาสที่คุณจะได้เงินเดือนสูงๆ และมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงก็ย่อมมีโอกาสสูงกว่า”

เขาเป็นที่รู้จักดีในเรื่องการใช้ชีวิตเรียบง่าย เขามีองค์กรการกุศล Good Ventures ช่วยเหลือประชาชนในแอฟริกา

“ผมไม่เคยมองเงินว่าเป็นส่วนหนึ่งใน ‘เงินของตัวเอง’ เลย ผมมองว่ามันก็เป็นเพียงแค่ ‘เงิน’ เท่านั้น เป็นเหมือนกับแหล่งทุน แต่ถ้ามันมากองสุมๆ กันรองตัวผม มันก็จำเป็นที่จะต้องถูกกระจายกันออกไปตามระบบต่างๆ เท่านั้นเอง”

นี่คือมุมมองของนักลงทุนใจบุญ ที่มองเงินคือปัจจัยนอกกาย

ที่มา :  https://www.entrepreneur.com

Share this item

ABOUT THE AUTHOR

Mrs. Fuchsia

Writer before sunset , Mommy before sunrise.